Allure – JOHNIL

 

 

 

 

Cheap-5pcs-Chinese-Bamboo-Frame-Tai-Chi-Martial-Arts-Gold-Eight-Trigrams-Kung-Fu-Fan-All-Black-b-168-4

A L L U R E

Johnny x Taeil
( เชียงหนี่ / ไท่อี )

 

 

 


 

 

 

 

มือเล็กๆตัดสินใจรวบผมสีน้ำตาลไหม้ของตัวเองขึ้นด้วยริบบิ้นสีเงิน แต่แล้วก็ต้องปล่อยมันทิ้งตัวลงมาตามเดิมเพราะมันดันลื่นหลุดจากริบบิ้นจนดูไม่เรียบร้อย ถอนหายใจอย่างยอมแพ้ก่อนจะเดินไปหยิบผีผาของท่านแม่ที่ตกทอดมาสู่เขาเพื่อจะไปเล่นให้น้องชายต่างมารดาที่ตอนนี้คงจะรอเขาอยู่ในสวนแล้ว

 

ไท่อีบรรเลงทำนองที่คุ้นเคยพลางจ้องมองน้องชายของเขา เสี่ยวสื่อ ที่กำลังร่ายรำอย่างงดงามราวกับผีเสื้อกำลังบิน ไท่อีชองเวลานี้รองลงมาจากการได้นั่งอ่านบทกลอนให้แม่ของเขาฟัง

 

แต่สิ่งที่เขาไม่เคยชอบเลยคือพ่อของเขา

 

และเข้าขั้นเกลียด เมื่อบิดาแท้ๆของตัวเองส่งเขาและน้องชายให้มารับใช้เด็กหนุ่มสองคนเพื่อทดแทนบุญคุณที่ตระกูลนี้ใช้หนี้พนันให้

 

/

 

กอดน้องชายแน่นยามสายตาของชายที่ชื่อว่าเชียงหนี่จ้องมาอย่างคุกคาม ไท่อีพอจะรู้จักชื่อเสียงของสองพี่น้องนี้อยู่บ้างจากคำบอกเล่าของสาวใช้ในบ้าน

 

ยามที่ปลายของพัดสีดำแตะเข้าที่ใต้คางของน้องชายเขานั้น ก็ยกมือขึ้นปัดออกอย่างรังเกียจทันที

 

เชียงหนี่จะไม่มีวันได้แตะต้องเสี่ยวสื่อแม้แต่ปลายนิ้ว ไท่อีให้สัญญากับตัวเองเช่นนั้น รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่แม่เห็นดีเห็นงามไปด้วยกับการกระทำของบิดาในครั้งนี้ แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง แม่ของเขาก็คงไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆเพียงเพราะเธอเป็นสตรี

 

ไท่อีเชิดหน้าขึ้นมองสบสายตาของดวงตาเรียวรีร้ายกาจอย่างคิดสู้ ซึ่งอีกคนก็ทำเพียงแค่มองนิ่งๆก่อนจะสะบัดชายผ้าแล้วเดินออกไปจากห้องนั้น

 

เห้อ…

 

ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างรู้สึกโล่งอกที่ยังไม่เกิดการปะทะกับผู้ชายคนนั้นในตอนนี้ ไท่อีเสียเปรียบอีกฝ่ายตั้งแต่รูปร่างแล้วเพราะดูเหมือนเขาจะสูงถึงแค่ปลายคางเท่านั้น แถมเขายังไม่เคยเรียนศิลปะการต่อสู้ใดๆมาเลย

 

“เชิญคุณหนูทั้งสองค่ะ” สาวใช้ค้อมหัวให้เขาและน้องชายอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินนำไปตางทางเดิน ก่อนจะพาเข้าไปที่ห้องหนึ่ง ซึ่งมีอ่างไม้ที่รองน้ำไว้เต็ม และดูเหมือนจะผสมน้ำนมลงไปด้วยเพราะใต้กลีบดอกไม้หลากสีที่ลอยอยู่เต็มหน้าผิวน้ำนั้นเป็นสีขาวขุ่น

 

“ถ้าหากต้องการความช่วยเหลือ เชิญเรียกได้เลยนะคะ สาวใช้ทั้งหมดจะรอแต่งตัวให้คุณหนูทั้งสองอยู่หลังประตูบานนั้น” เธอผายมือไปยังประตูอีกบานที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะถอยออกไปให้ความส่วนตัวกับเขาทั้งสอง

 

/

 

“เขาจะให้เราทำอะไรเหรอท่านพี่” เสี่ยวสื่อถามขึ้นระหว่างที่เราสองคนกำลังผ่อนคลายอยู่กับการแช่น้ำ มองน้องชายตรงหน้าที่ตอนนี้มีแต่ความกังวลฉายชัดออกมาให้เห็น

 

“อย่ากังวลไปเลย …”

 

ประโยคนี้นอกจากจะบอกกับเสี่ยวสื่อด้วยแล้ว เขาก็พูดขึ้นเพื่อปลอบใจตัวเองด้วย เผลอกัดริมฝีปากตัวเองแน่นอย่างเคยชินยามที่ขบคิดบางอย่าง การที่เชียงหนี่ยอมใช้หนี้ให้ท่านพ่อเพื่อแลกกับพวกเขานั้นต้องหวังผลตอบแทนมากมายแน่นอน

 

ยามที่สาวใช้สวมเครื่องแต่งกายให้ก็พอจะมองออกแล้วว่าพวกเขาถูกส่งตัวมาในสถานะไหน ไท่อีเงยหน้าขึ้นมองน้องชายอย่างเป็นห่วง เชียงหนี่นั้นร้ายกาจกว่าน้องชายของเจ้าตัว ถ้าเป็นไปได้ เขาขออยู่กับอีกคนเสียเอง

 

หวังว่าหยกเฮยจะไม่ใจร้ายกับเสี่ยวสื่อนะ…

 

หลังแต่งตัวเสร็จแล้ว สาวใช้ก็เดินนำพวกเขาจนไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่บานหนึ่ง หลังประตูบานนั้นคงจะเป็นห้องนอนของเชียงหนี่ เพราะตอนนี้เจ้าตัวกำลังนอนค้ำศีรษะโบกพัดสีดำเบาๆให้ตัวเองอย่างอารมณ์ดี

 

ตาเรียวรีนั้นเลื่อนมาหยุดที่ไท่อีอีกครั้งแล้วจ้องอยู่เช่นนั้นราวกับจะกดให้เขารู้สึกเกรง แน่นอนว่าไท่อีจะไม่แสดงให้อีกคนได้เห็นเด็ดขาดว่าเขาก็หวั่นใจไม่น้อยกับอนาคตข้างหน้า

 

“เป็นไงล่ะหยกเฮย สัตว์เลี้ยงตัวใหม่ที่พี่หามาให้” เสียงทุ้มต่ำของเชียงหนี่เอ่ยถามน้องของตัวเองซึ่งไท่อีเห็นว่ากำลังจ้องน้องชายของเขาอย่างไม่วางตา

 

“ทั้งสองเลยเหรอท่านพี่”

 

“…อย่าโลภให้มากนัก” พัดที่กำลังโบกเบาๆนั้นถูกรวบเก็บดังฉับในทันที ก่อนสายตาดั่งราชสีห์คู่นั้นจะจ้องตรงมายังเขา ไท่อีเมินสายตานั้น มองตรงไปข้างหน้า เชิดหน้าขึ้นน้อยๆเพื่อให้ทั้งคู่รู้สึกว่าเขาไม่ได้กลัว

 

แล้วก็เป็นเสี่ยวสื่อที่หยกเฮยเรียกให้เข้าไปหา ขอบตาของไท่อีร้อนผ่าวขึ้นมายามที่เห็นน้องชายตัวเองต้องคลานเข้าไปให้อีกฝ่ายสวมปลอกคอให้

 

ข่มกันราวกับพวกเขาเป็นสตรี

 

หลังจากประตูด้านหลังปิดลง เชียงหนี่ที่เงียบอยู่นานก็ลุกขึ้นแล้วก้าวเข้ามาหาเขาช้าๆ เดินวนอยู่รอบตัวเชียงหนี่พลางใช้ส่วนปลายของพัดลากไปตามร่างกายของเขาด้วย

 

ไท่อีสูดหายใจลึกอย่างข่มอารมณ์ไม่ให้ตัวเองต้องหันไปปัดสัมผัสนั้นทิ้ง

 

“เป็นห่วงน้องชายเหรอไท่อี…” เชียงหนี่วนมาหยุดตรงหน้าเขา ขยับกายเข้ามาประชิดจนเขาต้องเบี่ยงใบหน้าหนีเพื่อไม่ให้มันต้องไปใกล้กับลำคอของอีกคน

 

“เป็นห่วงตัวเองก่อนเถอะ หยกเฮยใจดีกว่าข้าเยอะ”

 

“ข้ารู้ว่าท่านน่ะมักมากขนาดไหน” ไท่อีสูดหายใจลึกแล้วพูดออกมาโดยพยายามให้น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่งที่สุด

 

“งั้นเจ้าก็คงรู้แล้วว่าต้องเจอกับอะไร” ปลายพัดสีดำลากอยู่บนหน้าขาของไท่อีก ก่อนมันจะแหวกเข้าใต้เนื้อผ้าผ่านรอยทับกันของชุด แตะเข้าที่ผิวกายช่วงต้นขาก่อนจะลากสูงขึ้นมา

 

เพี๊ยะ!!

 

ไท่อีฟาดเข้าที่มือข้างนั้นจนพัดกระเด็นหลุดไปตกอยู่บนพื้นห้อง เชียงหนี่ยิ้มบางๆอย่างรู้สึกสนุกก่อนจะยอมถอยห่างออกไปเก็บพัดนั้นขึ้นมาคลี่กางช้าๆปิดบังรอยยิ้มไว้

 

“ทำเป็นรังเกียจไปเถอะ คืนนี้อย่าครางให้ข้าได้ยินแล้วกัน” ไท่อีกำหมัดแน่นยามที่เชียงหนี่เดินผ่านเขาออกไปทางประตูทิ้งเขาไว้ในห้องนอนกว้างใหญ่กับสัมผัสร้ายกาจที่ยังคงรู้สึกถึงมันได้บนผิวกายของเขา

 

/

 

มื้อเย็นของไท่อีถูกยกเข้ามาให้ในห้องของเชียงหนี่ หายไปทั้งเชียงหนี่ หยกเฮยและเสี่ยวสื่อ ยามเอ่ยปากขอออกไปนอกห้องน้องสาวใช้ก็ทำได้แค่ยิ้มบางๆแล้วก้มหน้าก้มตาถอยห่างเขาไป

 

คีบอาหารเข้าปากได้เพียงคำเดียวก็ต้องวางตะเกียบลง ความอยากอาหารลดลงไปจนแทบไม่เหลือเมื่อนึกถึงเสี่ยวสื่อ ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นเช่นไรบ้างแล้ว สุดท้ายเขาก็ต้องดับความฟุ้งซ่านของตัวเองด้วยการลุกไปสำรวจทัศนียภาพนอกหน้าต่าง

 

ม่านสีแดงบางๆพลิ้วไหวไปตามแรงลมปลิวเข้ามาภายในห้อง นอกกรอบหน้าต่างรูปร่างวงกลมนั้นเป็นภาพแม่น้ำที่กว้างอยู่พอสมควร ไหลกั้นระหว่างที่แห่งนี้กับผืนป่ากว้างใหญ่และมืดมิด

 

ไท่อีหลับตาลงสัมผัสเสียงธรรมชาติและลมอ่อนๆที่พัดผ่านผิวกาย แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเสียงประตูไม้ถูกแง้มเปิดแหวกความเงียบขึ้นมา

 

“อาหารไม่ถูกปากเจ้าหรือ”

 

ไท่อีถอนหายใจก่อนจะเมินอีกคนหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง

 

“ถ้าไม่กิน งั้นข้ากินนะ” เสียงพูดของเชียงหนี่ที่เข้ามากระซิบอยู่ข้างหูทำให้ไท่อีพยายามดิ้นให้ห่างจากอีกคน แต่วงแขนแข็งแรงที่กอดรวบเข้าที่เอวนั้นทำให้เขาไม่สามารถทำอะไรได้อย่างใจคิด

 

“เชียงหนี่! ปล่อยนะ!”

 

ฟันคมงับลงมาที่ใบหูเบาๆแต่ก็ทำให้ไท่อีถึงกับสะดุ้ง มือหนายกขึ้นรวบผมยาวๆของไท่อีไปด้านข้าง แล้วแตะปลายลิ้นร้อนลากลงตามลำคอก่อนจะทิ้งจุมพิตบางเบาไว้ที่หลังท้ายทอย

 

“จะกินก็ไปกินสิ!” ในที่สุดเขาก็หมุนตัวกลับมาผลักอีกคนได้ แต่มันกลับดูเป็นความคิดที่ผิดมหันต์เมื่อใบหน้าเจ้าเล่ห์นั้นโน้มลงมาโฉบขโมยจูบจากริมฝีปากของเขา บดเบียดลงมารุนแรง และดูดดึงราวกับคนกระหาย ไท่อีตกใจกับการจู่โจมนั้นจนผวาเกาะบ่าอีกคนไว้แน่น กำเนื้อผ้าจนยับยู่ยี่ยามใกล้จะหมดลมจนต้องทุบแรงๆบอกอีกคน

 

ยามที่อีกฝ่ายถอนจูบออก ร่างเล็กๆก็กอบโกยอากาศเข้าปอดไปเฮือกใหญ่ก่อนจะถูกจู่โจมลงมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว คราวนี้ลิ้นร้อนๆของอีกฝ่ายแทรกเข้ามาในโพรงปากเขาได้และกำลังตวัดหยอกล้อกับลิ้นของเขาที่พยายามพลิกหนีแต่กลับกลายเป็นเหมือนกำลังจูบตอบอีกฝ่ายเสียอย่างนั้น

 

ปลายลิ้นที่ถูกดูดดุนเบาๆสร้างความรู้สึกวาบหวามจนคนอ่อนประสบการณ์ขาอ่อนพิงร่างของอีกฝ่ายไว้

 

“เจ้านี่ น่ารักกว่าที่ข้าคิดไว้อีกนะ” จบประโยคเชียงหนี่ก็ถูกมองด้วยสายตาฉ่ำน้ำจากอีกฝ่าย รู้ว่าไท่อีคงไม่ได้ตั้งใจ อีกฝ่ายคงแค่จะเงยหน้าขึ้นมามองเขาเฉยๆ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไวต่อความรู้สึก อารมณ์ภายในจึงฉายชัดออกมาทางแววตา

 

และมันอดไม่ได้ที่จะต้องจูบลงบนริมฝีปากที่แห้งผากนั้นอีกทีจนสัมผัสได้ถึงคาวเลือดเชียงหนี่จึงยอมถอนจูบออกไป

 

“จ..จะกิน เจ้าก็ไปกิน” ไท่อีเสียงสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ พยายามตั้งสติแล้วยืนด้วยขาของตัวเองอีกครั้ง

 

“หึ… มาทำหน้าที่ของเจ้าหน่อยสิ ข้าหิวแต่ข้าต้องอ่านหนังสือ”

 

“ทำอะไร…”

 

“ป้อนข้าหน่อย”

 

แล้วไท่อีก็ต้องมานั่งป้อนมื้อเย็นอย่างจำใจให้กับเชียงหนี่ที่มีม้วนกระดาษเก่าๆกางอยู่รอบตัวและตำราปกหนังเล่มหนา เจ้าตัวทำอย่างที่ว่าจริงๆ เชียงหนี่กำลังหมกมุ่นอยู่กับอะไรบางอย่างที่เขาอ่านแล้วไม่เข้าใจ ดูเหมือนจะเกี่ยวกับการก่อสร้างบางอย่างที่คล้ายๆพระราชวังหรือไม่ก็สุสานขนาดใหญ่ของคนใหญ่คนโต

 

ปากอิ่มของอีกคนอ้ารับอาหารที่ไท่อีป้อนให้เป็นระยะโดยไม่ละสายตาจากตัวหนังสือตรงหน้า นั่นทำให้ไท่อีได้มีโอกาสสำรวจอีกคนโดยไม่ต้องหวั่นใจว่าสายตาคมปลาบนั่นจะตวัดกลับมามองตอบหรือไม่

 

เชียงหนี่ที่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือนั้นทำให้ผมด้านหน้าตกลงมาปรกข้างแก้มบังแสงจึงทำให้เจ้าตัวต้องยกมือเสยมันขึ้นไปบ่อยๆ แต่สุดท้ายมันก็ตกลงมาเคลียอยู่ข้างแก้มอีก

 

โดยไม่รู้ตัวไท่อีได้เอื้อมมือออกไปจับผมทัดหูให้อีกคน เชียงหนี่ละสายตาจากหนังสือตรงหน้าขึ้นมามองเขาทันที ตอนนั้นเขาถึงได้รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป

 

“แค่อยากจะช่วย…”

 

เชียงหนี่จ้องอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้มลงมองอาหารที่พร่องไปแล้วเกือบครึ่ง

 

“กินด้วยสิ เดี๋ยวก็ไม่มีแรง”

 

ไท่อีหลุบสายตาลงมองอาหารเช่นกันก่อนจะถอนหายใจออกมา

 

“ข้าไม่อยาก อีกอย่างเดี๋ยวก็เข้านอนแล้ว”

 

“แล้วถ้าไม่ได้นอนล่ะ” ไท่อีตวัดสายตาไปมองอีกคนที่ส่งยิ้มกรุ้มกริ่มมาให้ พลันใบหน้าก็ร้อนเห่อขึ้นมาก่อนจะทิ้งตะเกียบลงแล้วลุกขึ้นหนีเชียงหนี่ไปอีกฟากของห้องโดยมีเสียงหัวเราะเบาๆลอยตามหลังมา

 

/

 

“ว่างๆเจ้าชอบทำอะไร” เชียงหนี่ถามขึ้นหลังจากปล่อยให้ความเงียบปกคลุมอยู่นาน เช้านี้เขาโดนเชียงหนี่บังคับให้หอบหนังสือและกองม้วนกระดาษออกมาที่ศาลาที่อยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำเท่าไหร่ รอบๆเขามีม่านสีขาวบางๆปลิวพลิ้วไปตามลม โดยมีเสียงน้ำไหลดังคลออยู่จางๆ

 

“ข้าชอบ—” ไท่อีเงียบชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ว่าควรบอกความจริงหรือไม่จนเชียงหนี่ต้องเงยหน้าขึ้นมามอง “— ข้าชอบเล่นผีผา”

 

เชียงหนี่เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ “จริงเหรอ —” อีกคนเท้าข้อศอกลงกับโต๊ะอ่านหนังสือแล้วค้ำคางมองตรงมาที่เขา “—ทำไมถึงชอบเล่นล่ะ” ไท่อีมองสายตาเป็นประกายของอีกคนแล้วรู้สึกอยากจะเล่าให้ฟังมากขึ้น สุดท้ายจึงตัดสินใจเล่าออกไปให้ฟังจนหมด

 

“แม่ของข้าชอบเล่น ตอนเด็กๆข้าฟังนางเล่นบ่อยจนวันหนึ่งข้าก็อยากลองเล่นดูบ้าง” ไท่อีเหม่อมองออกไปด้านนอกยามนึกถึงความหลัง ภาพความทรงจำที่ผุดขึ้นมาในหัวมันทำให้เขาอดที่จะยิ้มไม่ได้ “ข้าจึงเริ่มหัดเล่น จนข้าพบความลับของน้องชายเข้า เสี่ยวสื่อชอบร่ายรำ ดังนั้นข้าจึงได้ไปเล่นให้น้องชายข้า —”

 

เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเผลอพูดความลับของน้องชายออกมา ปลายนิ้วทั้งหมดก็ยกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองทันทีอย่างตกใจ

 

“ข้าไม่ควรพูดเลย” แต่เชียงหนี่กลับยิ้มให้บางๆแล้วเอื้อมมือข้ามโต๊ะมาจับดึงมือของเขาไปถือไว้ ปลายนิ้วโป้งกดไล้ที่หลังมือของไท่อีเบาๆ

 

“ไม่มีอะไรน่าเสียหายนี่ ก็พวกเจ้าชอบ อีกอย่างมันก็ไม่ใช่สิ่งเลวทราม … คืนนี้เจ้าเล่นให้ข้าฟังได้หรือไม่”

 

ไท่อีมองสบดวงตาราชสีห์ของอีกคน เขาหลุดยิ้มออกมาแล้วพยักหน้าให้อีกคนอย่างกระตือรือร้น

 

/

 

คืนนั้นไท่อีได้เล่นผีผาจริงๆและเขาก็ได้ค้นพบว่าเสียงของมันในยามค่ำคืนที่เงียบสงัดช่างไพเราะยิ่งนัก เงยหน้าขึ้นมองว่าอีกคนรู้สึกอย่างไรก็พบว่าเจ้าตัวนอนพิงหัวเตียงหลับตารับฟังอย่างสงบ

 

พอได้เริ่มเล่นแล้วก็อดที่จะนึกถึงเสี่ยวสื่อไม่ได้ แต่เมื่อช่วงค่ำไท่อีได้ลองสอบถามจากเหล่าสาวใช้ดู พวกเธอก็ยิ้มให้แล้วบอกว่าน้องของเขาสบายดี แถมยังมาเยินยอความน่ารักและใจดีของคุณชายคนเล็กให้ฟังอยู่นานสองนาน

 

ไท่อีเล่นจนจบเพลงจึงวางผีผาลงบนหน้าตัก แต่เชียงหนี่ยังคงนิ่งจนเขาต้องย้ายผีผาไปวางไว้ข้างตัวก่อนจะขยับเข้าไปแตะที่ขาของอีกคนเบาๆ

 

“เจ้าเล่นเก่งมาก ข้าชอบนะ…”

 

อยู่ๆไท่อีก็เหมือนลืมวิธีพูดไปเสียอย่างนั้น ปากเล็กอ้าเล็กน้อยแล้วก็ต้องปิดลงเมื่อเขาเรียบเรียงไม่ถูกว่าควรจะตอบอย่างไร

 

“ข้าพูดจริง ไม่ต้องเขินอายหรอก”

 

“…ขอบคุณ” เชียงหนี่ลืมตาขึ้นแล้วลุกขึ้นนั่ง พัดประจำตัวถูกคลี่กางออกอีกครั้งแล้วพัดลมเข้าเจ้าตัวเบาๆ

 

“สางผมให้ข้าหน่อยสิ แล้วเดี๋ยวเรามาเข้านอนกัน” ไท่อีพยักหน้า ลุกขึ้นเอาผีผาไปเก็บแล้วหยิบหวีงาช้างเดินมาหาอีกคน ดึงปลดริบบิ้นสีดำที่รวบผมอีกคนอยู่ออกช้าๆ ผมสีดำสนิทของเชียงหนี่ทิ้งตัวลงมาให้ไท่อีนั่งสางผมให้อีกคนอย่างเบามือ แต่แล้วเจ้าตัวก็เป็นฝ่ายหันมาหาอย่างรวดเร็วจนเขาตกใจ

 

มือใหญ่เอื้อมไปด้านหลัง ดึงริบบิ้นสีเงินของไท่อีออก ข้อนิ้วนั้นช้อนเอาปลายผมของไท่อีขึ้นมาจรดที่ปลายจมูกโดยที่สายตาคมกริบนั้นจดจ้องอยู่กับใบหน้าของเขา

 

“อะไรหรือ…” คำถามของไท่อีได้รับคำตอบเป็นใบหน้าคมคายที่เลื่อนเข้ามาใกล้ สายตาของไท่อีหลุบลงมองริมฝีปากของอีกคน จากนั้นเขาก็เลือกปิดมันลง รับสัมผัสนุ่มหยุ่นแผ่วเบาที่ค่อยๆเพิ่มน้ำหนักกดขึ้นเรื่อยๆ

 

แผ่นหลังของไท่อีค่อยๆเอนราบลงกับผืนเตียง ด้านบนมีร่างสูงของเชียงหนี่คร่อมทับไว้ ผมยาวๆของอีกคนปรกลงมาคลอเคลียอยู่ข้างแก้มของไท่อี เขายกมือขึ้นจับมันทัดหูให้อีกคนช้าๆ

 

อีกคนโน้มใบหน้าลงมาใกล้ บดจูบช้าๆอย่างไม่รีบร้อน ค่อยๆวาดแตะปลายลิ้นลงบนริมฝีปากที่แห้งแตกของเขาจนได้มาหยอกล้อกับปลายลิ้นเล็กๆที่แลบออกมาเล็กน้อยเพื่ออีกคน

 

บางอย่างแข็งๆดันต้นขาด้านในของไท่อีให้แยกออกจากกัน ซึ่งมันคงเป็นพัดของเจ้าตัว ผืนผ้าที่เคยซ้อนทับเป็นชุดเรียบร้อยตอนนี้แยกออกจากกันให้เห็นผิวกายนวลสว่างราวแสงจันทร์ตัดกับด้ามพัดสีดำสนิทที่ลากไล้ผะแผ่วอยู่บนผิวกาย

 

ไท่อีเบี่ยงหน้าหนีจูบนั้นแล้วแย่งพัดมาจากมืออีกคน ยกขึ้นไปวางไว้สักที่บนเตียงผืนนี้

 

เชียงหนี่หัวเราะในลำคออย่างชอบใจกับการกระทำของอีกคน ก่อนจะสัมผัสผิวเนียนนั้นด้วยฝ่ามือของตัวเอง ลากจนมันผลุบหายเข้าไปใต้ร่มผ้า สัมผัสกับตัวตนของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาจนไท่อีหลุดครางออกมาอย่างเปี่ยมสุข

 

ใช้ปลายจมูกโด่งดุนดันสาบเสื้อที่หลุดลุ่ยให้แยกออกจากกันมากขึ้น ลากปลายลิ้นสลับกดจูบเป็นระยะทั่วแผ่นอกของอีกฝ่าย ลำตัวของอีกคนแอ่นโค้งขึ้นยามที่ปลายลิ้นลากผ่านจุดยอดสีอ่อนเล็กๆ ก่อนจะฟาดมือลงบนไหล่หนาเบาๆเมื่อเชียงหนี่งับแกล้งหยอกอีกคน

 

“อ…อ๊า— เชี..ยงหนี่” เปลือกตาสีมุกปิดแน่นยามร่างกายของเราสอดประสานกัน ความอุ่นร้อนโอบรัดเชียงหนี่ไว้จนต้องกัดกรามแน่น พยายามขยับกายอย่างเนิบนาบเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินต่อไป

 

เสียงครางของเชียงหนี่หวานราวกับนักขับร้องของวังหลวง มันดังสอดประสานกับเสียงผิวกายที่ชื้นไปด้วยเหงื่อของเราทั้งสองกระทบกัน เสียงที่ดังก้องอยู่ในห้องคืนนี้ฟังดูน่าอายแต่ไม่มีใครจะสนใจความรู้สึกนั้นอีกต่อไปแล้ว

 

แขนเล็กๆยกขึ้นโอบกอดร่างใหญ่ไว้แน่นในขณะที่คนด้านบนไล่จุมพิตทั่วใบหน้าและลำคอของอีกคนราวกับรักและหวงแหนมากมาย ริมฝีปากทั้งสองถูกดึงดูดเข้าหากันอีกครั้งยามพายุอารมณ์สงบลง ไท่อียกมือขึ้นลูบข้างแก้มของเชียงหนี่เบาๆก่อนจะเข้าสู่นิทราไปอย่างเหนื่อยอ่อน

 

/

 

เช้าวันนี้เชียงหนี่ออกไปพบบิดาที่บ้านใหญ่ ไท่อีที่ไม่มีอะไรทำจึงหยิบหนังสือของอีกคนมาอ่านแก้เบื่อแล้วก็ต้องพบว่ามันน่าเบื่อกว่าเดิมเสียอีก

 

เชียงหนี่อ่านเข้าไปได้อย่างไร…

 

ผีผาก็กลายเป็นน่าเบื่อไปเสียอย่างนั้นเมื่อไม่มีผู้ฟัง ท้ายที่สุดแล้วไท่อีจึงก้าวออกไปจากห้องนี้ตัวคนเดียวเป็นครั้งแรก โถงทางเดินเงียบสนิทและว่างเปล่าดูน่ากลัว แต่เขาก็ยังเดินสำรวจไปเรื่อยๆจนคลำทางออกมาที่ศาลาที่เขาเคยเฝ้าเชียงหนี่อ่านหนังสือ

 

ทว่านั่งชื่นชมความงามของธรรมชาติได้สักพักความง่วงก็เข้าเล่นงานจนเขาต้องเอนตัวลงพักสายตา

 

/

 

“ตื่นเถิดไท่อี…” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นแต่ทว่าเหมือนมันดังมาจากที่แสนไกล ก่อนที่มันจะดังขึ้นอีกครั้งและเหมือนจะชัดเจนกว่าเดิม

 

ไท่อีกระพริบตาน้อยๆไล่ความง่วงงุน เมื่อตื่นเต็มตาก็พบว่าฟ้าที่สว่างตอนนี้ถูกย้อมไปด้วยสีเข้มของราตรีกาลเสียแล้ว

 

เป็นเชียงหนี่ที่มาปลุกเขา ไท่อีส่งยิ้มให้แต่กลับไม่ได้รับรอยยิ้มตอบ มีเพียงใบหน้าเคร่งขรึมที่ติดจะเคร่งเครียดราวกับมีเรื่องกวนใจอยู่

 

“ไปกันเถอะ ข้าต้องไปคุยกับหยกเฮย”

 

“มีอะไรหรือ” ไท่อีจับต้นแขนอีกฝ่ายไว้ พยายามมองตาที่วันนี้ดูหม่นแสงผิดปกติ แต่อีกฝ่ายก็หันหน้าหนีราวกับปิดบังบางอย่าง

 

“บอกข้าไม่ได้หรือเชียงหนี่” เชียงหนี่ยอมหันมามองเขาในที่สุด มือใหญ่ยกขึ้นเกลี่ยข้างแก้มอย่างแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยออกมาช้าๆ “ข้าต้องแต่งงาน หยกเฮยก็เช่นกัน” ไท่อีนิ่งไป รู้สึกสับสนที่อยู่ๆก็เหมือนอากาศรอบตัวมันหนักอึ้งจนเขาหายใจไม่ถนัด

 

“ท่านพ่อต้องการคนสืบสกุล ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจ” ไท่อีหันไปมองอีกคนช้าๆ และเหมือนว่าจะค้างท่านั้นอยู่นานจนเป็นเชียงหนี่ต้องประคองให้ไท่อีลุกขึ้นเดินตามเข้าไปในตัวบ้าน

 

เชียงหนี่พาไท่อีมาหยุดยืนอยู่หน้าสวนหย่อมกลางบ้านที่ปลูกต้นหลิวอยู่ตรงกลาง มันดูสวยงามแต่ไท่อีกลับไม่รู้สึกอะไรเลยในตอนนี้ เขาทำเพียงแค่ยืนหลบอยู่หลังไท่อีที่กำลังเรียกหยกเฮยให้มาหา เรียบเรียงความคิดและพยายามจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง

 

มันไม่ควรเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ และไม่ควรเกิดกับคนนี้…

 

เชียงหนี่และหยกเฮยเดินเลี่ยงไปอีกทางแล้ว แต่ไท่อียังคงยืนนิ่ง จนรู้สึกว่ามีบางอย่างพุ่งเข้ามาสวมกอด

 

“ไท่อี…”

 

อา…

 

เสี่ยวสื่อเองสินะ …

 

ปากที่เม้มเข้าหากันแน่นเริ่มรู้สึกชา ตัวของเขาถูกน้องชายจับหมุนไปมาราวกับหาอะไรบางอย่าง มันไม่ได้เจ็บที่กายเลยสักนิด เป็นในอกต่างหาก ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบหัวใจไว้แน่นจนมันชาไปหมด

 

“ท่านพี่เป็นอะไร…” ไท่อีส่ายหน้าไปมา เขาไม่เป็นไร ต้องไม่เป็นไร ไท่อีเข้าใจในความจำเป็นนั้นแต่ในใจเขากลับต้องการเรียกร้องเชียงหนี่อย่างคนเห็นแก่ตัว

 

“ท่านพี่…” ความอุ่นร้อนไหลลงมาตามใบหน้าช้าๆ หลังจากนั้นเสี่ยวสื่อก็ดึงร่างของเขาเข้าไปกอดไว้แน่น มือเล็กๆชองน้องชายที่ลูบอยู่บนหลังของเขาอย่างปลอบประโลมนั้นยิ่งทำให้เขาร้องไห้หนักกว่าเดิม เป็นพี่แท้ๆแต่กลับต้องให้น้องมาเห็นความอ่อนแอนี้

 

“…เ…ชีย..งห..นี่” เอ่ยออกมาเสียงสั่นยามต้องการจะบอกเล่าให้อีกคนรับรู้ แต่แค่นึกถึงเรื่องนั้นเขาก็พูดไม่ออกเสียแล้ว

 

“เขาทำอะไรท่านพี่” ส่ายหน้าไปมาช้าๆตอบอีกคน พลันไหล่ข้างหนึ่งก็มีน้ำหนักเบาๆจากมือบางคนกดลงมา เชียงหนี่กลับมาแล้ว และเห็นน้ำตาของเขาเสียแล้ว เขาซบใบหน้าลงกับไหล่อีกคนอย่างไม่ต้องการให้อีกคนเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของเขา

 

แต่เมื่อฝ่ามือใหญ่ๆนั่นลูบเบาๆอยู่บนกลุ่มผมของเขา น้ำตามันก็พาลไหลออกมาเยอะกว่าเดิมจนเขารู้สึกหงุดหงิดตัวเอง

 

“ข้าไม่มีทางเลือก…”

 

ไท่อีกล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงไปก่อนจะผละออกมายิ้มให้อีกคน “ข้าเข้าใจ … ข้าแค่ —”

 

“ชู่… ข้ารักเจ้า เจ้ารู้ใช่มั้ย” อีกคนประคองใบหน้าของเขาไว้ด้วยมือทั้งสองข้างแล้วจ้องอย่างเอาจริงเอาจัง น้ำตาเอ่อไหลลงมาอีกครั้งจนมันเปรอะมือของอีกคน ที่ตอนนี้เปลี่ยนมาเกลี่ยมันออกให้อย่างแผ่วเบา

 

“ข้าก็รักท่าน… รักภรรยาในอนาคตของท่าน รักลูกตัวน้อยๆของท่า—”

 

ริมฝีปากของไท่อีถูกปิดด้วยปากของอีกคนก่อนจะทันได้พูดจบประโยค จูบร้อนแรงที่มีรสชาติขมปร่าของน้ำตาปะปนในคืนนี้ไม่ได้เยียวยาจิตใจของไท่อีให้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่มันจะเป็นดั่งคำสัญญาว่าเขาจะไม่ทิ้งอีกคนไปไหน

 

ถลำลึกลงไปยามใดมิอาจรู้ แต่มันยากจะปีนกลับขึ้นมาเสียแล้ว

 

/

 

สองราตรีถัดจากคืนนั้นหยกเฮยและเสี่ยวสื่อก็หายตัวไป ทิ้งไว้เพียงริบบิ้นสีเงินที่เคยผูกผมของเสี่ยวสื่อไว้ที่ข้างหมอนของเขาในตอนเช้า ไท่อีไม่ได้โกรธน้องเลย กลับดีใจเสียอีกที่เสี่ยวสื่อมีคนที่พร้อมจะดูแลถึงขั้นยอมทิ้งทุกอย่างไปสร้างอนาคตด้วยกัน

 

เหลือเพียงแค่เขาที่ทำตัวราวกับคนโง่ยอมทุกข์ทนอยู่ตรงนี้ … แต่จะว่าทุกข์ทนมันก็ไม่ใช่เสียทีเดียว

 

เจ้าสาวของเชียงหนี่นั้นช่างงดงาม อ่อนโยนและอ่อนหวานราวกับท่านแม่ของเขาไม่มีผิด เธอช่างน่ารักแม้กระทั่งกับไท่อีที่ถือได้ว่าเป็นคนแปลกหน้าของที่นี่ในตอนนี้

 

และเชียงหนี่ เจ้าตัวยังคงมองมาทางเขาด้วยสายตาที่เหมือนเดิม

 

แค่นั้นไท่อีก็พอใจแล้ว

 

 

 

THE END


 

 

 

 

คู่คุณพี่มาแล้วค่าาาาา เย้ T^T
แอบมีบทสรุปเพิ่มเติมให้นิด(ดดดดดดดด)หน่อย
หวังว่าจะถูกใจทุกคนนะคะ
ขอบคุณที่รอค่า ^^

 

Advertisements

7 thoughts on “Allure – JOHNIL

  1. ฮือออออ เป็นจอห์นอิลเรื่องแรกที่อ่าน สงสารไท่อีมากเลยค่ะ อ่อนโยน บอบบาง งดงาม รักเขาเข้าแล้วคนร้ายกาจคนนั้น ยอมเป็นน้อยอีกต่างหาก เศร้า.. แต่เข้าใจนะคะ ลูกชายคนโตของตระกูล …

    Liked by 1 person

  2. โอ้ยยยยย เสียใจแทนไท่อี้ พอหลงรักคนใจร้ายเข้าแล้ว เค้าก็หนีไปแต่งงาน

    Liked by 1 person

  3. เรื่องละมุนมากมายยย ชอบบมากเลยค่าา ละมุนๆ แต่ก็อยู่พื้นฐานความจริง /// อยากให้คุณ griz แต่งแนวๆ พีเรียดแบบนี้อีกจังง

    Liked by 1 person

  4. โอ้ยยยยยยยย ดีมากเลยค่ะ อ่านจบละน้ำตาคลอ แง้ คืออินมากๆๆ สงสารไท่อี้ ยิ่งประโยครักท่าน รักเมียท่าน รักลูกนี่แบบ โอ้ย กรีดใจพี่มากกก ชอบภาษาที่เขียนมาก คืออ่านแล้วไม่สะดุดเลย อ่านแล้วไม่เอ้ะตรงจุดไหนเลย ประทับใจมากค่ะ แล้วก้ชอบตรงที่แบบเหมือนค่อยๆรักกัน แบบค่อยๆประทับใจในอีกฝ่ายงี้ วุ้วเขิน

    Liked by 1 person

  5. แงงงงงง้ ฮืออออ มันดี มันจุก มันยังไงบอกไม่ถูกเลยค่ะ ฮืออ คือเขียนดีมากๆ อ่านแล้วรู้สึกถึงกลิ่นอายของหนังจีนย้อนยุคเลยค่ะ ชอบมากๆ บทสรุปของทั้งสองคู่ดูเหมาะกับตัวละครมากๆ แต่สงสารพี่แทอิลจังเลยค่ะ ฮืออออ ขอบคุณนะค้าที่แต่งเรื่องนี้

    Liked by 1 person

  6. ฮือออออออออ จริงๆ อ่านไปแล้วเมื่อวันที่ 17 แอบอ่านตอนทำงาน แบบพูดไม่ออก งานไม่เดินไปพักนึงเลยค่ะ 55555
    วันนี้ว่างแล้ว(?)เลยกลับมาอ่านใหม่อีกรอบ
    เรื่องราวของคู่พี่ทำให้คู่น้องกลายเป็นรักใสๆ ไปเลย
    เชียงหนี่นี่เปิดตัวมาแบบหนุ่มเจ้าสำราญมาก ละไท่อีของเราก็นุ่มนิ่มอ่อนละมุนน่าทะนุถนอมเหลือเกิน 유ㅡ유
    คำปรามาสที่ว่า ‘ทำเป็นรังเกียจไปเถอะ คืนนี้อย่าครางให้ข้าได้ยินแล้วกัน’ มันอื้อหือมากๆ ถึงกับต้องแบบ หู๊ววววว ขึ้นมาตอนอ่านเลยค่ะ 555555
    ละตอนอ้อน(แกมบังคับ)ให้เขาป้อนข้าวให้นี่น้า วิถีหนุ่มเจ้าสำราญเขาทำกันจริงจริ๊งงงง
    แหมไท่อีของเราก็แอบมองเขานะ จริงๆ ก็แอบชอบเบาๆ แหล่ะ แต่ติดที่ตานี่ลุคดูอันตราย แถมไม่รู้หวังอีกใช่มั้ยล่ะ เลยต้องไว้เชิงหน่อย
    ช็อตที่เอื้อมมือไปจับผมทัดหูให้นี่แบบ…. ดีมาก เราชอบมาก ประทับใจอ่ะ เขินด้วยแบบ พะฮือ ///////////////
    ทำให้รู้สึกว่าเนี่ย ไท่อีก็เริ่มๆ เปิดใจให้คุณชายใหญ่บ้างแล้วล่ะนะ
    ตอนเขารักกันแบบเราอบอุ่นหัวใจมาก คือพี่ใหญ่เขาละมุนมากอ่ะ ทะนุถนอมมาก เราชอบมากจริงๆ ㅠㅠ
    แต่ก็นะ… ความสุขมันผ่านไปไวเหลือเกิน 유ㅅ유
    คือเราก็รู้สึกนะ เหมือนอากาศรอบตัวมันหนักอึ้งจนหายใจไม่ถนัด 55555 ฮือ
    ชอบประโยคนี้มากค่ะ ‘ถลำลึกลงไปยามใดมิอาจรู้ แต่มันยากจะปีนกลับขึ้นมาเสียแล้ว’ โอ๊ยใจแม่ โฮกกกกกกกกก
    สงสารมาก สงสารไท่อี สงสารเชียงหนี่ ได้แต่ขอให้เจ้าสาวคนนั้นไม่โกรธเกลียดไท่อีในอนาคต
    ได้แต่ขอให้เชียงหนี่รู้สึกเหมือนเดิมกับไท่อีตลอดไป มองด้วยสายตาแบบเดิมตลอดไป
    ถึงจะบอกว่าแค่นั้นก็พอใจแล้ว แต่จริงๆ ข้างในต้องเจ็บมากเหมือนแก้วที่แตกเป็นเสี่ยงๆ แล้วฝังไว้ในอกแน่ๆ
    유ㅡㅡㅡㅡㅡㅡㅡㅡㅡ유

    ฮือ คอมเม้นยาวมาก แต่ตอนที่อ่านครั้งแรกก็คิดว่าอยากจะคอมเม้นยาวๆ มากๆ เลยค่ะ
    และเรื่องนี้จะทิ้งความรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวมันหนักอึ้งจนหายใจไม่ถนัดไว้กับเราแน่ๆ
    หน่วงมาก แต่ชอบมากเลยนะคะ คุณกริซเขียนดีมากจริงๆ ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ ❤

    Liked by 1 person

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s