Affaire – YukTen

 

 

 

yukten

A F F A I R E

Lucas x Ten
 (หยกเฮย / เสี่ยวสื่อ)

 

 


 

 

ร่างเล็กบอบบางในผ้าสีขาวทั้งชุดสะบัดกายพลิ้วไหวไปตามเสียงดนตรีที่บรรเลงโดยไท่อีที่เป็นทั้งพี่ชายและสหายคนสนิท เสี่ยวสื่อเป็นน้องชายต่างมารดากับไท่อี แต่ทั้งสองกลับละม้ายคล้ายกันราวกับเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ทั้งใบหน้าที่สวยหวาน และร่างที่บอบบางดูไม่สมกับเพศสภาพของตน อีกทั้งงานอดิเรกที่ชอบซึ่งไม่ใช่ที่โปรดปรานของผู้ชายสักเท่าไหร่

 

แต่นั่นไม่เป็นปัญหา เราทั้งสองคนเข้าใจกันและกันเสมอ และตอนนี้พวกเราก็อยู่ในสวนของตัวบ้านซึ่งห่างไกลจากสายตาของบิดาขี้โมโหของพวกเขาทั้งสอง

 

“ไท่อีเล่นเก่งขึ้นนะ” เสื่ยวสื่อหันไปชมพี่ชาย(ซึ่งตัวเล็กกว่าเขาเสียอีก) อีกคนวางผีผาลงกับหน้าตักแล้วเหยียดแขนคลายกล้ามเนื้อ

 

“นายก็เต้นเก่งขึ้นเหมือนกัน คราวนี้นายดูเหมือนผีเสื้อเลย” แต่เสี่ยวสื่อยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากขอบคุณด้วยซ้ำ ไหล่บางก็ถูกกระชากให้หมุนตัวกลับไปหาผู้กระทำซึ่งก็คือบิดาของพวกเขาเอง

 

/

 

ถึงร่างกายจะดูไม่สมชายชาตรีนักแต่ใช่ว่าจิตใจนั้นจะอ่อนไหวเหมือนหญิงสาว ไท่อีนั่งโอบกอดร่างกายของเขาไว้ ที่ตอนนี้กัดริมฝีปากตัวเองไว้แน่นอย่างพยายามข่มอารมณ์

 

ศักดิ์ศรีความเป็นผู้ชายของพวกเขาถูกพ่อแท้ๆของตัวเองเหยียบย่ำโดยการมอบตัวพวกเขาให้กับลูกชายของตระกูลหว่องเพื่อเป็น…

 

…สัตว์เลี้ยง

 

“เชื่อเถอะว่าตระกูลของเราจะดูแลไท่อีและเสี่ยวสื่ออย่างดี ครานี้เราก็ไม่มีหนี้ต่อกันแล้วนะ”

 

บิดาของเขาก้มหัวให้กับเชียงหนี่ บุตรชายคนโตของตระกูลหว่องที่ส่งสายตาพราวระยับมาที่ไท่อีอย่างสนอกสนใจ ก่อนดวงตาเรียวรีนั่นจะเผื่อแผ่มาถึงเสี่ยวสื่อด้วย

 

สุดท้ายแล้วก็เหลือแค่เขากับไท่อีที่นั่งกองอยู่บนพื้น ตรงหน้ามีร่างสูงใหญ่ของเชียงหนี่ที่สะบัดพัดสีดำกางออกแล้วโบกเบาๆพร้อมรอยยิ้มเล็กๆที่จุดขึ้นบนมุมปาก

 

ขายาวๆก้าวเข้ามาหาเขาทั้งสองคน ก่อนจะย่อตัวลงมาหา พัดสีดำนั่นถูกรวบเข้าหากันอีกครั้งก่อนที่ส่วนปลายของมันจะแตะเข้าที่ปลายคางของเขาแล้วดันให้เงยหน้าขึ้น

 

การกระทำนั้นถูกปัดทิ้งด้วยมือของไท่อีทันที

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนตวัดกลับไปสนใจไท่อีอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นเดินแยกตัวออกไปโดยไม่พูดอะไร

 

ทันทีที่เชียงหนี่ออกไป คนรับใช้ทั้งหลายที่นั่งคุกเข่ารออยู่ก่อนแล้วก็เข้ามาประคองให้พวกเขาลุกขึ้นแล้วเดินนำไปที่ห้องอาบน้ำเพื่อชำระร่างกายและเตรียมตัวสำหรับมื้อเย็น

 

/

 

เสี่ยวสื่อและไท่อียืนกางแขนหันหน้าเข้าหากันระหว่างที่คนรับใช้จัดการแต่งกายให้พวกเขาด้วยผ้าสีขาวที่ดูจะบางเบาเหลือเกินเมื่อต้องแสงไฟ อดไม่ได้ที่จะก้มลงสำรวจตัวเองอย่างเป็นกังวล

 

“ไม่ต้องห่วงนะเสี่ยวสื่อ… พี่จะปกป้องน้องเอง” ไท่อีกล่าวออกมา เขาเงยหน้าขึ้นมองอีกคน … เอาจริงๆแล้วไท่อีน่าเป็นห่วงกว่าเขาด้วยซ้ำ เสื่ยวสื่อไม่รู้ว่าสองพี่น้องนั่นต้องการอะไรจากพวกเขา แต่เสี่ยวสื่อนั้นดูแลตัวเองได้ เขาไม่ได้ดูถูกไท่อี แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ มารดาของไท่อีเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนมากๆ และไท่อีได้รับนิสัยนั้นมาเต็มๆ ผิดกับเขาที่ยังมีความดื้อรั้นตามประสาเด็กผู้ชายอยู่บ้าง

 

ท่าทางที่ต่อต้านเชียงหนี่เมื่อช่วงบ่ายนั้นเขามั่นใจเลยว่าไท่อีต้องรวบรวมความกล้าอยู่นานทีเดียว

 

แต่เชียงหนี่คนนั้นดูร้ายกาจเกินกว่าที่ไท่อีจะรับมือไหว ถ้าเป็นไปได้เสี่ยวสื่อก็อยากรับแทนทุกอย่าง แต่แน่นอนล่ะ ไท่อีไม่มีทางยอมแน่ๆ

 

“เชิญคุณหนูทั้งสองค่ะ” สาวใช้นางหนึ่งเลื่อนประตูเปิดออกแล้วผายมือให้พวกเขาอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินนำทางไปยังจุดหมาย

 

/

 

เสียงหัวเราะสองเสียงเล็ดลอดออกมากระทบโสตประสาทเมื่อพวกเขาเดินเข้าไปใกล้ประตูไม้บานใหญ่ที่อยู่สุดทางเดินมากขึ้นเรื่อยๆ

 

สาวใช้เคาะสองสามที แล้วเสียงนั้นก็เงียบลง

 

รอยแยกระหว่างประตูขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆเมื่อคนรับใช้ผลักมันเปิดออกเผยให้เห็นเชียงหนี่และชายอีกคนในห้อง ซึ่งคงจะเป็นน้องชายของเขา

 

ทั้งสองอยู่ในชุดผ้ามันเลื่อมสีดำสนิทซึ่งไม่เรียบร้อยเท่าไรนักในเมื่อตอนนี้สาบเสื้อมันแหวกออกจากกันจนเห็นแผ่นอกสีแทนอ่อนๆที่แน่นไปด้วยมัดกล้ามของทั้งสอง เชียงหนี่นอนตะแคงค้ำศีรษะอยู่ปลายเตียงสี่เสาขนาดใหญ่ที่มีม่านบางๆสีแดงกางกั้นอยู่ ส่วนชายอีกคนนั้นนั่งไขว้ขาอยู่บนตั่งไม้สลักลายมังกรสวยงามที่วางชิดกำแพงห้อง ตรงข้ามกับประตูพอดี

 

ตากลมโตราวกับกวางหนุ่มนั้นไล่สำรวจที่ไท่อี ก่อนจะลากมาสบเข้ากับสายตาของเขา แล้วจ้องตาไม่กระพริบจนเป็นเสี่ยวสื่อเองที่ต้องหลุบตาลงหนีสายตาคู่นั้น

 

สาวใช้ค้อมหัวให้คุณชายทั้งสองก่อนจะถอยกลับออกไปที่ทางเดินด้านนอกโดยที่ไม่ลืมปิดประตูให้

 

“เป็นไงล่ะหยกเฮย สัตว์เลี้ยงตัวใหม่ที่พี่หามาให้” เชียงหนี่ยกยิ้มมุมปากแล้วสะบัดพัดสีดำกางออกอีกครั้งปิดบังรอยยิ้มนั้นไว้

 

“ทั้งสองเลยเหรอท่านพี่”

 

“…อย่าโลภให้มากนัก” เสียงพัดถูกรวบเก็บดังฉับ ก่อนผู้เป็นเจ้าของจะตีมันกับผืนเตียงเบาๆเป็นจังหวะราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง หยกเฮยหันไปมองท่าทีนั้นก่อนจะหลุดขำออกมาราวกับพอใจที่ยั่วโมโหพี่ของตัวเองได้สำเร็จ

 

“เจ้าน่ะ… คนที่เป็นน้อง เจ้าชื่ออะไร”

 

“เสี่ยวสื่อ…”

 

“มานี่สิ—” หยกเฮยกระดิกนิ้วเรียกเขาเข้าไปหา แต่ยังไม่ทันจะเดินออกไปได้เต็มก้าวอีกคนก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน

 

“—คลานมาเจ้าจิ้งจอก”

 

เสี่ยวสื่อกำหมัดแน่นจ้องตอบกลับไปด้วยสายตาแข็งกร้าว ซึ่งคนออกคำสั่งก็กระตุกยิ้มอย่างอารมณ์ดีแล้วกระดิกนิ้วเรียกอีกครั้ง เขาซึ่งไม่มีสิทธิต่อต้านใดๆ คุกเข่าลงกับพื้นอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะก้มหน้ากัดฟันคลานตรงไปหาอีกคน

 

ฝ่ามือใหญ่ที่ยื่นออกมารอรับสัมผัสเข้าที่ข้างแก้มเขาอย่างแผ่วเบา เสี่ยวสื่ออยากจะสะบัดหน้าหนีสัมผัสนั้นแทบแย่ แต่ก็ต้องอดทนไว้

 

“เชื่อฟังดีนี่… ค่อยเหมาะสมกับของขวัญที่ข้าจะมอบให้หน่อย” หยกเฮยหันไปหยิบบางอย่างที่ข้างตัว

 

ปลอกคอหนังสัตว์สีดำโอบล้อมรอบลำคอของเสี่ยวสื่อเป็นเครื่องหมายตีตราคล้ายกับสัตว์ที่มีเจ้าของ ปลายนิ้วของหยกเฮยลากไปตามสายสีดำนี้ก่อนจะเกี่ยวรั้งมันขึ้นมาจนเสี่ยวสื่อต้องขยับไปตามแรงรั้งนั้นด้วยจนใบหน้าของเราห่างกันแค่คืบ

 

“ถ้าไม่อยากเจ็บตัว… ก็จงเชื่อฟัง”

 

/

 

ถึงจะบอกให้เชื่อฟัง แต่เสี่ยวสื่อก็ยังไม่ได้รับคำสั่งใดๆจากหยกเฮยจนเวลาล่วงเลยไปเป็นสัปดาห์ ซึ่งนั่นมันก็ดีแล้ว จะมีก็เพียงเรื่องเดียวที่เสี่ยวสื่อเป็นกังวลในตอนนี้ คือเขาไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของไท่อีเลย หอนอนของหยกเฮยนั้นอยู่ทางฝั่งตะวันออก ส่วนของเชียงหนี่นั่นอยู่ทางฝั่งตะวันตก และเสี่ยวสื่อก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปใกล้

 

มันน่าเบื่อ วันๆเขาทำแค่กิน นอน และอ่านบทกลอนที่เขาไม่เข้าใจในห้องของหยกเฮย ที่ไม่มีแม้แต่เงาของหยกเฮย

 

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาอยากให้หยกเฮยอยู่ด้วยหรอกนะ…

 

เขาคิดถึงเสียงผีผาของไท่อี และเขาอยากเต้นรำอีกครั้ง

 

“ยืนเหม่อไปถึงไหนเหรอ” เสียงกระซิบที่ดังอยู่ข้างหูพาให้กายทั้งกายสะดุ้งแล้วถอยออกห่างในทันที หยกเฮยที่เข้ามาประชิดตัวก็ผละออกไปเช่นกัน บนใบหน้าที่ดูราวกับเด็กหนุ่มขี้เล่นนั้นกำลังยิ้มเยาะเสี่ยวสื่ออย่างนึกสนุก

 

“อย่ามาใกล้ได้ไหม” แขนทั้งสองข้างยกขึ้นกอดรอบอกตัวเองแล้วลูบมือไปมาเบาๆเพื่อกำจัดความรู้สึกแปลกๆ ที่จะรังเกียจก็ไม่ใช่จะกลัวก็ไม่เชิง

 

อีกคนเข้ามาใกล้ในลักษณะที่ไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าเขาก็เป็นชายแท้ๆเช่นกัน มันดูน่าขนลุกสำหรับเสี่ยวสื่อ เขารู้สึกเหมือนถูกคุมคาม และเขาก็เกลียดความรู้สึกลึกๆของตัวเองเช่นกัน ที่ดันรู้สึกว่าตัวเขาไม่สามารถสู้อะไรหยกเฮยได้เลย

 

“คำพูดคำจาเจ้านี่มัน —” ปลายนิ้วเรียวของหยกเฮยแตะเข้าที่ริมฝีปากของเสี่ยวสื่ออย่างแผ่วเบา แต่เป็นสัมผัสที่ทำให้รู้สึกชาวาบไปทั้งร่าง

 

“— เต็มไปด้วยคำสั่ง … น่าจับสั่งสอนเสียใหม่ ว่าใครเป็นนาย” ว่าเสร็จ ปลายนิ้วนั้นก็วกกลับไปที่ปลอกคอสีดำที่พันรัดอยู่รอบลำคอขาว เกี่ยวรั้งมันขึ้นจนเสี่ยวสื่อต้องเงยหน้าขึ้นมองอีกคน

 

“อยากจะสั่งอะไรก็สั่งสิ” ตะคอกกลับไปอย่างคิดสู้ แม้จะหวั่นใจผลที่ตามมาอยู่ลึกๆก็ตาม

 

แต่อีกคนกลับทำเพียงยกยิ้มมุมปากแล้วผละออกห่าง

 

“ช่วงค่ำข้าจะพาเจ้าไปผ่อนคลาย และเรียนรู้งาน … จะได้รู้เสียทีว่าควรปรนนิบัตินายอย่างไร”

 

/

 

ตรงหน้าเป็นนางรำมากมายที่กำลังออกลวดลายอ่อนช้อยสวยงามประกอบกับดนตรีที่บรรเลงเป็นทำนองนุ่มนวลอ่อนหวาน แต่นั่นก็ไม่ทำให้เสี่ยวสื่อรู้สึกเพลิดเพลินได้สักนิด ในเมื่อตอนนี้เขาต้องนั่งเอาหัวซบอยู่กับท่อนขาของหยกเฮย แน่นอนว่าเขาทำเพราะมันคือคำสั่ง

 

เป็นคำสั่งที่ทำให้เขาดูเป็นสุนัขเชื่องๆตัวหนึ่ง ทั้งที่จริงแล้วมันไม่ใช่สักอย่าง ทั้งสุนัขและความเชื่อง

 

เสี่ยวสื่อขบกรามแน่นและพยายามสนใจการแสดงตรงหน้า … นั่งชมไปสักพักก็เกิดความรู้สึกที่ว่าเขาอยากจะไปร่ายรำอยู่ในกลุ่มของนางเหล่านี้บ้าง

 

“ดูเจ้าจะสนใจการแสดงนะ” กลุ่มผมสีดำถูกลูบไปตามแรงจากฝ่ามือของคนที่เขานั่งซบขาอยู่

 

“ก็แค่สนใจเป็นมารยาท…”

 

“งั้นหรือ — ดีแล้วล่ะ งั้นก็สนใจสิ่งต่อไปนี้ให้มากๆล่ะ” เสี่ยวสื่อไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของอีกคนมากนัก เขาแค่คิดว่าคงจะเป็นช่วงสำคัญของการแสดง แต่เขาก็ต้องผงะนั่งหลังตรงเมื่อนางรำที่เคยร่างรำอยู่กลางวงนั้นหมุนตัวถลาเข้ามาหาหยกเฮย พร้อมจับมืออีกคนที่ยื่นออกไปรออยู่ก่อนแล้ว ซบใบหน้าลงไปกับฝ่ามือนั้นอย่างออดอ้อน แล้วขยับเข้าไปไล่จุมพิตจากลำคอแกร่งขึ้นไปหาริมฝีปากของอีกคน ซึ่งเจ้าของร่างกำลังเอนตัวลงช้าๆพร้อมกับโอบกอดนางรำคนนั้นเข้ามาใกล้ชิดมากขึ้น

 

ความร้อนจากทั่วทั้งกายพุ่งเข้าสู่ใบหน้าของเสี่ยวสื่อในทันทีและนั่นทำให้เขาผุดลุกขึ้นยืนอย่างทนไม่ไหวอีกต่อไป เสี่ยวสื่อเลือกที่จะก้าวขาเร็วๆ พาตัวเองออกไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด กลับไปในทางที่คุ้นเคย และรู้จักเพียงแห่งเดียวของบ้านตระกูลนี้ นั่นก็คือห้องนอนของหยกเฮย … เลือกที่จะซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาราวกับให้มันโอบอุ้มและป้องกันเขาไว้

 

ต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอ

 

ต้องโดนเหยียบย่ำศักดิ์ศรีขนาดนั้นเชียวเหรอ

 

เวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ แต่จนตอนนี้เสี่ยวสื่อก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นพระจันทร์ดวงโต ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงไท่อีไม่ได้ พี่ชายที่สงบเยือกเย็นและงดงามราวกับแสงจันทร์ของเขา

 

ถ้าหากคนน้องของตระกูลหว่องยังเป็นขนาดนี้แล้วคนพี่ที่ดูร้ายกาจคนนั้นจะขนาดไหนน—

 

ความคิดของเสี่ยวสื่อหยุดชะงักเมื่อเสียงประตูไม้บานใหญ่ของห้องถูกเปิดออก ตาเรียวรีราวกับจิ้งจอกสมกับที่หยกเฮยเรียกนั้นปิดลงทันที แต่ดูว่าจะตั้งใจให้มันปิดมากเกินไป อีกฝ่ายจึงรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังแกล้งหลับ

 

แต่หยกเฮยก็ไม่ได้สนใจจะทำเป็นอวดรู้ว่าอีกคนนั้นแค่แกล้ง เขากลับนั่งลงเงียบๆ ใช้หลังมือเกลี่ยไล้ข้างผิวแก้มใสเบาๆ ยอมรับเลยว่าถูกใจอีกคนตั้งแต่แรกเห็น แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะพยศและหยิ่งในศักดิ์ศรีเหลือเกิน

 

ผิดกับเขาและพี่ชายที่รักสนุกจนบางครั้งก็หลุดกรอบออกไปไกล แต่ด้วยความสามารถของเชียงหนี่ที่มากล้น จึงไม่มีใครกล้าติเตียนกับการกระทำของพวกเขา

 

แถมดูเหมือนจะมีหนุ่มสาวน้อยใหญ่สนใจในตัวพวกเขามากขึ้นเสียด้วยซ้ำ

 

ถ้าไม้แข็งไม่ได้ผล ก็คงต้องใช้ไม้อ่อน

 

สัมผัสนุ่มหยุ่นร้อนๆประทับลงที่ข้างแก้ม ก่อนจะลากมากดน้ำหนักลงที่ขมับ แล้วจบลงที่ริมฝีปากของเสี่ยวสื่ออย่างแผ่วเบา

 

แรงกดจากน้ำหนักตัวของหยกเฮยหายไปแล้วพร้อมกับเจ้าตัว แต่สัมผัสทุกอย่างยังคงติดค้างอยู่ที่ข้างแก้ม ที่ขมับ และบนริมฝีปากของเสี่ยวสื่อไม่ยอมจางหาย

 

/

 

วันนี้สาวใช้พาเสี่ยวสื่อออกมารับลมเล่นในสวนหย่อมเล็กๆที่จัดไว้อยู่กลางบ้าน แสงแดดอ่อนๆ กลิ่นหญ้า และเสียงน้ำไหลเอื่อยๆในบ่อน้ำที่สร้างขึ้นทำให้เสี่ยวสื่อสดใสขึ้นมาบ้าง

 

ถ้าไท่อีได้มาเล่นผีผาให้เขาเต้นตรงนี้ก็คงดี

 

พลันก็นึกอะไรขึ้นได้ … หัวน้อยๆหันซ้ายขวาไปมาเพื่อดูให้แน่ใจว่ารอบตัวนั้นมีแค่เขาคนเดียว ก่อนตาคู่นี้จะปิดลง นึกไปถึงเสียงบรรเลงเพลงที่นุ่มนวลอ่อนหวานในคืนนั้น ย้อนมโนภาพท่าร่ายรำในหัว ก่อนจะยกแขนขึ้นช้าๆร่ายรำไปตามเสียงดนตรีที่บรรเลงขึ้นเองในหัว ประกอบกับเสียงธรรมชาติรอบๆตัวของเสี่ยวสื่อในตอนนี้

 

“ทำไมไม่บอกนะว่าเจ้าร่ายรำได้เก่งขนาดนี้”

 

เสียงที่จู่ๆก็ดังขึ้นทำให้เขาตกใจจนเสียจังหวะในขณะหมุนตัว สุดท้ายก็ล้มลงไปนั่งไขว้ขากองอยู่กับพื้นหญ้า มองตัวต้นเหตุที่ยืนพิงกรอบประตูแล้วมองมาที่เขาด้วยสายตาขบขันกับท่าทางในตอนนี้

 

“ทั้งๆที่ซุ่มซ่ามขนาดนี้” หยกเฮยหัวเราะเบาๆแล้วเดินมาดึงปลอกคอเขาเป็นเชิงให้ลุกขึ้นยืน

 

“ปล่อยให้ข้าจ้างนางรำอยู่เสียนาน หมดไปหลายตำลึงทองเชียวนะ” เสี่ยวสื่อลุกขึ้นยืนตามแรงดึงแล้วปัดมือนั้นทิ้ง ลูบไปตามเนื้อตัวที่มีเศษหญ้าติดเล็กน้อย แล้วถอยห่างจากอีกคนหนึ่งก้าวแล้วเม้มปากเข้าหากันแน่นเมื่อนึกไปถึงสัมผัสเมื่อคืน

 

“มันไม่ใช่กงการอะไรของท่าน”

 

“ใช่สิ… ใช่แน่นอนล่ะ เพราะคืนนี้เจ้าต้องมาร่ายรำให้ข้าดู”

 

“เดี๋ยวก่อน!” เสี่ยวสื่อตะโกนรั้งอีกคนไว้ก่อนที่เจ้าตัวจะหมุนกลับไปทางเดิม

 

“ถ้าข้าทำเช่นนั้นแล้ว ข้าขอพบท่านพี่ไท่อีได้หรือไม่”

 

หยกเฮยหันกลับมายิ้มให้ ก่อนจะแสร้งทำท่าครุ่นคิดอยู่นานสองนานจนเสี่ยวสื่ออดหมั่นไส้ไม่ได้

 

คนอะไรช่างลีลาน่าโมโห

 

“ข้าไม่รับปาก แต่จะคุยกับเชียงหนี่ให้นะ”

 

/

 

หลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ในช่วงค่ำสาวใช้ได้เดินเข้ามาบอกเสี่ยวสื่อว่าให้ไปพบหยกเฮยที่สวนหย่อมกลางบ้าน ตามทางเดินนั้นมืดสลัวมีแค่แสงเทียนที่ส่องสว่างอยู่ตามทางเป็นระยะ

 

เมื่อมาถึงปลายทางแล้ว เสี่ยวสื่อก็พบว่าสวนตอนกลางคืนนั้นสวยงามกว่าตอนกลางวันอยู่หลายเท่า คืนนี้จันทร์เต็มดวงพอดี และแสงสีเงินของมันก็อาบไล้ไปทั่วสวนที่ไร้ซึ่งเสียงใดๆราวกับกำลังหลับใหล

 

หยกเฮยกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหลังกับต้นหลิวที่ตั้งอยู่กลางสวน และเหมือนอีกคนจะรับรู้ได้ว่าเขามาถึงแล้ว เปลือกตาที่ปิดอยู่จึงค่อยๆเปิดขึ้นเผยให้เห็นดวงตากลมโตคล้ายกวางหนุ่มอีกครั้ง

 

เสี่ยวสื่อเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าอีกคนที่จ้องเขาอย่างไม่วางตา และยืนนิ่งๆเพื่อรอคำสั่งต่อไป

 

“เริ่มเลยสิ” เสี่ยวสื่อขมวดคิ้วมองตอบกลับไปทันที

 

“จะให้ข้าเต้นทั้งๆที่ไม่มีเพลงนะหรือ…”

 

“เมื่อกลางวันเจ้าก็ทำเช่นนั้น”

 

“แต่ —” เขาหันไปมองรอบตัว ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครอื่น หรือใครที่พอจะมาบรรเลงเพลงให้เขาได้ เสี่ยวสื่อถอนหายใจออกมาก่อนจะยอมจำนน  ยกแขนขึ้นเตรียมในท่าที่คุ้นเคย

 

แต่แล้วเสียงประตูที่เลื่อนเปิดออกก็เรียกความสนใจของเสี่ยวสื่อไป ก่อนเสียงกู่เจิงจะค่อยๆบรรเลงขึ้นโดยชายแก่ที่นั่งอยู่ในห้องนั้น

 

เสี่ยวสื่อเกือบจะหลุดยิ้มออกมาแล้วถ้าไม่หันไปเห็นหยกเฮยที่นั่งส่งยิ้มมาทางเขาอยู่ก่อน จำต้องเก็บอาการดีใจไว้แล้วทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป อย่างน้อย…หน้าที่ในครั้งนี้มันก็เป็นสิ่งที่เขาชอบและอยากทำมาตลอด

 

และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะมาร่ายรำต่อหน้าคนอื่นนอกจากไท่อี มันก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้

 

ความสั่นไหวในอกเกิดรุนแรงขึ้นกว่าเดิมเมื่อคนที่นั่งดูอยู่ยิ้มให้บางๆแล้วนั่งชมการเต้นของเขาเงียบๆด้วยสายตาที่อ่อนลงกว่าปกติ แต่ถึงกระนั้นเสี่ยวสื่อก็พยายามเรียกสติคืนมาให้จดจ่อกับท่าทางการวาดแขน การก้าวเดิน การหมุนตัวของตัวเองให้มากที่สุด

 

และเมื่อเขาหมุนตัวเข้าไปใกล้ต้นหลิวนั้น ข้อมือน้อยๆก็ถูกกำรอบเสียแน่นแล้วดึงรั้งลงไปหาคนที่นั่งอยู่กับพื้นหญ้า เสียหลักถลาลงไปและคงจะลงไปนอนกองทับขาอีกคนแล้ว ถ้าหากวงแขนนั้นไม่ตวัดโอบรัดรอบเอวแล้วยกตัวไปนั่งซ้อนทับอยู่บนตักเสียก่อน

 

“หยกเฮย…” ถลึงตาไปมองอีกฝ่าย แล้วก็ต้องดิ้นขลุกขลักไปมาในอ้อมกอดอย่างพยายามเอาตัวรอดเมื่อมือข้างหนึ่งของเจ้าตัวลูบขึ้นมาตามแนวสันหลังของเสี่ยวสื่อเบาๆ

 

“ไม่ —” เขาหันไปมองชายแก่ที่ยังคงบรรเลงกู่เจิงอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแล้วหันกลับมามองหน้าหยกเฮยอีกที

 

“ถ้ามีแค่เราเจ้าจะยอมข้างั้นหรือ”

 

“ไม่ใช่…”

 

“นั่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้” ถึงจะบ่นเช่นนั้นแต่หยกเฮยก็ยังไม่ยอมปล่อยเขาไป แถมยังใช้ปลายจมูกเข้ามาซุกอยู่แถวๆลำคอ พยายามกดริมฝีปากแนบลงมาแม้เสี่ยวสื่อจะขยับหนี

 

“หยกเฮย” เสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่ออีกคนก้องกังวานท่ามกลางความเงียบนั้นทำให้หยกเฮยที่กำลังจะขบเม้มใบหูของเขาต้องหยุดชะงักและยอมปล่อยตัวเสี่ยวสื่อ

 

“เชียงหนี่…มีอะไรเหรอ” หยกเฮยลุกดขึ้นยืน มองพี่ชายของตัวเองที่ยืนกอดอกนิ่งๆอยู่บนระเบียงทางเดิน

 

“พี่มีอะไรจะคุยด้วย — เสี่ยวสื่อกลับไปนอนเถอะ” เชียงหนี่เดินหายไปกับหยกเฮย และในตอนนั้นไท่อีที่ยืนหลบอยู่หลังเชียงหนี่ก็ปรากฏให้เห็น แน่นอนว่าเขาวิ่งเข้าไปกอดอีกคนแน่นทันที

 

“ไท่อี…” เสี่ยวสื่อกอดพี่ชายแน่นจนถ้าหากว่าอีกคนตัวบางกว่านี้ล่ะก็คงจะหักได้เลย แต่ไท่อีกลับยืนก้มหน้านิ่ง เม้มปาก  ท่าทางแบบนั้นมันอดไม่ได้ที่จะต้องจับอีกคนหมุนตัวเพื่อสำรวจว่าโดนทำร้ายมาหรือไม่ แต่ก็ไม่มีร่องรอยอะไรเลย

 

“ท่านพี่เป็นอะไร…” จับไหล่ทั้งสองข้างของอีกฝ่ายไว้แน่น แล้วเอียงหน้ามองอีกคนที่เอาแต่ก้มหน้า อีกคนส่ายหน้าไปมาช้าๆ ริมฝีปากที่เม้มอยู่แล้วเม้มแน่นกว่าเดิมจนแทบจะเป็นเส้นตรง

 

“ท่านพี่…” ดึงอีกคนขึ้นมากอดแน่นกว่าเดิมยามน้ำตาเม็ดโตร่วงไหลลงมาตามแก้มช้าๆ แต่ยิ่งเหมือนกอดปลอบ ไท่อีก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น เขาลากไท่อีไปนั่งห้อยขาอยู่ตรงเฉลียงที่ติดกับสวนหย่อม

 

อีกคนนั่งกลั้นสะอื้นอยู่สักพักแล้วพยายามเค้นเสียงพูดออกมา

 

“…เ…ชีย..งห..นี่”

 

“เขาทำอะไรท่านพี่” ไท่อีส่ายหน้าไปมาช้าๆ ก่อนไหล่ข้างหนึ่งของอีกคนจะถูกมือใหญ่จับให้หันไปมา เชียงหนี่กับหยกเฮยกลับมาแล้วและทันทีที่ไท่อีหันกลับไปเห็นเชียงหนี่นั้น พี่ชายของเขาก็กอดซบใบหน้าลงกับไหล่ของอีกฝ่ายทันที

 

เสี่ยวสื่อมองภาพตรงหน้าอย่างรู้สึกสับสนจนเป็นหยกเฮยที่มาพยุงตัวเขาให้ลุกขึ้นแล้วพาเดินกลับไปที่ห้องนอน

 

/

 

“มีปัญหาอะไรกันเหรอ” เสี่ยวสื่อไม่แน่ใจว่าควรถามหรือไม่ แต่มันก็อดไม่ได้เมื่ออีกคนยืนทำหน้าเครียดเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

 

“ไม่ต้องห่วงหรอก —” หยกเฮยเดินกลับมานั่งบนเตียง เอื้อมมือมาสัมผัสที่ข้างแก้มของเขาอย่างแผ่วเบาด้วยสายตาแบบเดิมกับที่ดูเขาร่ายรำ

 

“— แล้วเมื่อไหร่เจ้าจะปรนนิบัติข้าได้”

 

“หื่นกาม!” สะบัดใบหน้าออกแล้วตอกกลับทันที เกือบจะดีแล้วเชียว แต่ก็ดันวกกลับมาเรื่องนี้จนได้ แปลกกว่าครั้งอื่นก็ตรงที่ตอนนี้ไม่ได้โกรธหรือหงุดหงิดที่เขาดื้อรั้น อีกคนกลับหัวเราะเบาๆแล้วขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม

 

“ก็นั่นมันหน้าที่ของเจ้าไม่ใช่หรือ”

 

“แค่นั้นเหรอ” เสี่ยวสื่อชะงักแล้วหันกลับไปมองอีกคน อยู่ๆก็รู้สึกไม่ดีกับคำพูดของหยกเฮย

 

“ถามจริงๆนะ พวกท่านช่วยบ้านเราทำไม” คราวนี้เป็นหยกเฮยที่หลบตาบ้าง แล้วเลือกที่จะจบบทสนทนาด้วยการลุกไปล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกฝั่ง และเมื่อสายตาคู่นั้นหันกลับมาสบกับสายตาของเขาที่ยังคงจ้องไม่วางตาเจ้าตัวจึงเลือกที่จะดึงร่างของเสี่ยวสื่อเข้าไปนอนกอดไว้แน่น

 

และครั้งนี้ เขาก็ไม่คิดอยากจะต่อต้านการกระทำนั้นเลยแม้แต่น้อย

 

“พรุ่งนี้… ให้ข้าร่ายรำให้ดูอีกหรือไม่”

 

“หือ — ถ้าเจ้าอยากทำ — ”

 

“อยากสิ!” เสี่ยวสื่อตอบกลับทันควันอย่างไม่ต้องคิดให้นาน

 

“หึหึ … งั้นข้าขออะไรตอบแทนหน่อยได้หรือไม่” เสี่ยวสื่อมองหน้าอีกคนแล้วพยักหน้ารับน้อยๆ

 

หยกเฮยทำหน้าแปลกใจที่เขายอมให้ง่ายๆ แต่ก็ไม่ทิ้งช่วงนานให้บรรยากาศมันกลายเป็นน่าขัดเขินสำหรับเขา นิ้วยาวของอีกคนก็จับเข้าที่ปลายคางของเขาอย่างแผ่วเบาแล้วโน้มลงมาประทับจูบบนริมฝีปากอย่างเชื่องช้าและนุ่มนวล

 

กดย้ำสัมผัสหนักเบาสลับกันอย่างไม่เร่งรีบก่อนที่ปลายลิ้นจะแลบออกมาสัมผัสกับริมฝีปากของเขาเป็นเชิงสั่งให้เปิดทาง เสี่ยวสื่อปล่อยให้สัมผัสร้อนๆแทรกซึมเข้ามาในโพรงปาก กวาดไล้ไปทั่วจนความรู้สึกวาบหวามพุ่งวูบเข้ามาในช่องท้อง

 

รู้สึกตัวอีกทีคือมือของหยกเฮยลากไปวางไว้อยู่ที่หน้าขาของเขาแล้ว และอาการสะดุ้งน้อยๆนั่นทำให้หยกเฮยยอมหยุดทุกอย่างลง

 

“งั้นเจ้าก็ต้องนอนพักได้แล้วล่ะ” อีกคนทิ้งไว้เพียงจุมพิตแผ่วเบาที่กลางหน้าผากแล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้ร่างเล็กๆบนเตียงผุดลุกขึ้นนั่งกอดตัวเองไว้แน่นอย่างพยายามดับความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้น

 

/

 

วันนี้ไม่มีแม้แต่เงาของไท่อี เชียงหนี่หรือหยกเฮย แต่ชายแก่ที่เล่นกู่เจิงยังคงอยู่ที่เดิมและทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดหย่อน ราวกับเขาก็เพลิดเพลินกับการบรรเลงเพลงเช่นนี้จนไม่รู้สึกเหนื่อยหน่าย

 

แต่เสี่ยวสื่อยังไม่อยากทำอะไรในตอนนี้ ทุกอย่างมันเงียบเกินไป จึงทำได้แค่นั่งฟังเสียงกู่เจิงอยู่ใต้ต้นหลิวต้นเดิมที่หยกเฮยเคยนั่งพิงในคืนนั้น

 

“หายไปไหนกันหมดนะ…”

 

สุดท้ายเสี่ยวสื่อก็ทนไม่ไหว ต้องผุดลุกขึ้นนั่งแล้วเดินวนไปวนมารอบๆสวนหย่อม จนกระทั่งมีลมวูบหนึ่งพัดมาที่หอบเอาเสียงดนตรีบางเบานอกจากกู่เจิงมากระทบโสตประสาทเข้า เสี่ยวสื่อเดินตามเสียงนั้นไปช้าๆ จนมันพาเขาไปที่ห้องเดิมกับที่เขาเคยเข้าไปดูนางรำร่ายรำโชว์อยู่ในนั้น

 

ประตูบานใหญ่ถูกผลักเปิดเข้าไป หยกเฮยนั่งอยู่บนตั่งตัวเดิมของเขา มีนางรำมากมายรายล้อมรอบกาย ตากลมโตตวัดหันมามองในตำแหน่งที่เสี่ยวสื่ออยู่แต่ก็หันกลับไปไม่คิดจะสนใจ

 

อะไรกันน่ะ …

 

เสี่ยวสื่อเดินเข้าไปจนหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอีกคน จ้องเช่นนั้นอยู่นานจนอีกฝ่ายโบกมือไล่นางรำให้ออกไป โดยมีเสียงซุบซิบดังมาพอได้ยินแต่ไม่สามารถจับใจความได้ ถึงอย่างนั้นเสี่ยวสื่อก็ไม่อยากจะเก็บมาใส่ใจเท่าไหร่ นางรำทยอยเดินออกไปจนกระทั่งทั้งห้องเหลือแค่พวกเขาสองคน หยกเฮยหันไปสั่งให้ปิดประตูแล้วกวักมือเรียกให้เขาก้าวเข้าไปใกล้ๆ

 

“ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่”

 

“แล้วเจ้าล่ะ หงุดหงิด โมโห หรืออะไร เหตุใดต้องทำหน้าเช่นนั้น” มุมปากนั่นยกยิ้มน้อยๆ ก่อนเจ้าตัวจะดึงตัวของเสี่ยวสื่อให้เข้าไปหา

 

คำถามที่ได้ยินนั้นไม่ได้ถูกให้คำตอบในทันที เพราะเขาเองก็ยังให้คำตอบตัวเองไม่ได้ว่าทุกความรู้สึกที่ตีรวนอยู่ในหัวตอนนี้มันเรียกว่าอะไร

 

“ใช่ว่าเจ้าอยากปรนนิบัติข้าเองหรือเปล่าเสี่ยวสื่อ”

 

“ช่วย— แนะนำข้าด้วย” พูดจบก็อยากจะกัดปากตัวเองให้แตกในทันที รู้สึกคิดผิดเมื่อเห็นสายตาพราวระยับของอีกฝ่าย จำต้องปีนขึ้นไปนั่งคร่อมบนตักของอีกคนตามคำสั่ง ก่อนที่มือทั้งสองข้างของอีกคนจะอ้อมไปหลังคอของเสี่ยวสื่อและปลดเชือกหนังสีดำที่เป็นดั่งปลอกคอออกแล้วโยนทิ้งออกไปตกที่ไหนสักแห่งบนพื้นในห้องนี้

 

ริมฝีปากอิ่มที่พรมจูบอยู่บนรอยแดงจางๆบนลำคอทำให้รู้สึกว่ากลายเป็นเขาเสียเองที่กำลังได้รับการปรนนิบัติเสียเอง แต่ริมฝีปากนั่นวนเวียนแถวลำคอได้ไม่นานก็วกกลับมาที่ริมฝีปากของเขา

 

เสี่ยวสื่อตอบรับสัมผัสนั้นราวกับตัวเขาก็ต้องการมันอยู่เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะตั้งแต่คืนนั้น คืนที่ผ่านมา หรืออารมณ์ในตอนนี้ แต่ที่แน่นอนคือเสี่ยวสื่อไม่คิดจะผลักไสอีกคนออกแล้ว

 

เชิดใบหน้าขึ้นตามแรงอารมณ์ที่ถูกปลุกจนเปิดโอกาสให้ปลายลิ้นร้อนๆลากไล้ขึ้นมาตามความยามของลำคอขาวขึ้นไปจบที่ปลายคางของเขาได้

 

เครื่องแต่งกายที่เคยห่อคลุมตัวอย่างดีถูกปลดให้หลวมจนร่นไปกองอยู่ที่ข้อศอกเผยให้เห็นผิวกายขาวช่วงบน ซึ่งกำลังจะถูกแต่งแต้มสีอื่นตีตราเป็นเจ้าของในไม่ช้า

 

“อย่าเสียงดังเกินไปล่ะ”

 

/

 

หยกเฮยก้าวข้ามร่างเล็กที่นอนไม่รู้เรื่องราวอยู่บนพื้น ใต้ผืนผ้าของชุดตัวเองที่คลุมช่วงสะโพกไว้อย่างหมิ่นเหม่ เดินตรงไปที่หน้าต่างที่ตอนนี้ทำให้รู้ว่าราตรีมาเยือนแล้ว

 

ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงเมื่อนึกถึงบทรักที่เพิ่งผ่านมา

 

บทรัก…

 

แม้แต่เขาก็คิดว่ามันเป็นการร่วมรัก

 

“ข้ารักท่าน”

 

คำพูดและแววตาของอีกคนมันแจ่มชัดอยู่ในมโนภาพ เขาคงจะดีใจที่ทำให้เด็กหนุ่มที่เคยแอบมองมาตั้งแต่ยังเด็กนั้นเป็นของเขา และรักเขาได้ ทว่า…

 

คำขอจากบิดานั้น ย่อมขัดไม่ได้ ทุกตระกูลต้องมีทายาทไว้สืบทอด

 

แต่คนที่ดื้อรั้นราวกับจิ้งจอกตัวแสบนั้นจะเข้าใจเขาได้หรือ…

 

ขายาวๆก้าวเข้าไปหาร่างของเสี่ยวสื่ออีกครั้ง ทรุดกายลงนั่งข้างๆแล้วยกมือขึ้นลูบกลุ่มผมสีดำสนิทที่แตกกระเซิงไม่เป็นทรงนั้นเบาๆ

 

“เราหนีไปด้วยกันไหมเสี่ยวสื่อ”

 

 

THE END

 

 

 


 

 

 

 

จบแล้วค่ะ จบแล้ว จบแบบนี้แหละ (โดนฟาด)
เจ็นนานมาก ขอโทษนะคะ T-T
ยังไงก็ฝากฟิค yukten luten เรื่องนี้ด้วยนะ
เรื่องแรกของเราเลยสำหรับคู่นี้
ส่วนใครสนใจเรื่องของคู่พี่ๆ มีแน่ค่ะ มีแน่ orz

 

Advertisements

One thought on “Affaire – YukTen

  1. คาแรกเตอร์เสี่ยวสื่อ รั้น เก่งพยายามปกป้องพี่ชาย ทั้งที่ตัวเองก็กลัว โถตัวเล็ก
    ตอนโดนให้คลานมาสวมปลอกคอนี่มึนจึ่กมากเลยค่ะ นิสัยหยิ่งทะนงอย่างคุณชายตระกูลผู้ดีต้องมาเจอแบบนี้ เป็นสัตว์เลี้ยงของคนที่เพิ่งพบหน้า อยากกอดปลอบโยนมาก

    ยังดีที่หยกเฮยมีความรักมอบให้ตั้งแต่เด็ก มันน่ารักมากแต่ก็น่าเศร้าที่ต้องมาเจอกันในสถานะนี้ ตอนแรกกังวลว่าน้องจะรักคนคนนี้ได้ยังไง แต่ก็รักเขาจนได้นะ ยอมให้เขาขนาดนี้เตนล์น่ารักมากๆ เห็นแล้วอยากรังแกเลยค่ะ ชอบฉากรั้งปลอกคอมากๆ กร้าวใจ ฮรือ ตอนหยกเฮยชวนหนีไปด้วยกันนี้ยิ้มเลย โห ผู้ชายคนนี้ ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อคนที่เขารัก ไม่ง่ายเลย^^

    เขียนเตนล์อีกนะคะ เราชอบคาแรคเตอร์เตนล์ของไรท์มาก เก่ง ฉลาด รั้น งดงาม แต่นิ่มนวลจนเกินไป เหมือนนางเอกละครจีน ><

    Liked by 1 person

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s