Fallen [JohnIl]

 

 

 

⌈ F

A

L

L

E

N ⌋

 

gun-in-bed

 

Johnny x Taeil

Rate : NC – 17 /drugs/violence/sex
Inspired by superduper_x

 


 

June, 1922

 

Rolls Royce Silver Ghost คันสีดำสนิทกลืนไปกับรัตติกาลเคลื่อนตัวเข้ามาจอดอย่างเงียบเชียบหน้าโถงทางเข้าของคฤหาสน์หลังงามที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากผู้คน ชายหนุ่มร่างเล็กเจ้าของเรือนผมสีเปลือกไม้เปิดประตูและก้าวขาออกมา เม็ดฝนบางเบาตกกระทบรองเท้าสีดำมันวาว แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อคนรับใช้วัยกลางคนที่อยู่ในชุดสูทเรียบร้อยเต็มยศเดินเข้ามากางร่มให้ เขาโยนกุญแจรถให้กับเด็กรับใช้อีกคนที่ยืนรออยู่แล้วก่อนจะเดินผ่านประตูโค้งบานใหญ่เข้าไปสู่ห้องโถงกลางของตัวคฤหาสน์

 

ลิฟต์เก่าๆส่งเสียงโอดครวญยามที่มันต้องพาเขาขึ้นไปชั้นบนสุดของคฤหาสน์ ซึ่งทั้งพื้นที่ของชั้นนั้นเป็นของเขา ห่างไกลจากแม่เจ้าระเบียบและพ่อบ้าอำนาจ รวมถึงลูกน้องและบอดี้การ์ดมากมายของพ่อด้วย

 

มุนแทอิลปลดเปลื้องผ้าออกจากร่างกายก่อนจะหย่อนกายลงนั่งเหยียดขาอยู่ใต้ผืนน้ำที่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบสีแดงสดในบ่อหินเนื้อดีที่ถูกบรรจงสร้างขึ้น วางศีรษะพาดไว้กับขอบบ่อแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดมิดซึ่งมีกระจกบางๆขวางกั้น คืนนี้ไร้ซึ่งแสงดาวและและแสงจันทร์ เม็ดฝนตกกระทบลงกับแผ่นกระจกเกิดเสียงเปาะแปะดูน่ารำคาญแต่กลับทำให้ความคิดเขาเรียงตัวอย่างสงบขึ้นในคืนนี้

 

เขาออกไปขับรถเล่นมา ไม่ได้ลงจากเขาเข้าไปในตัวเมืองอย่างที่ตั้งใจไว้เพราะไม่มีบอดี้การ์ดติดตาม

 

ถึงจะน่ารำคาญแต่ทว่ามันเสี่ยงเกินไปที่จะทำตัวเป็นเด็กดื้อรั้นโหยหาอิสรภาพ

 

ครอบครัวของเขาเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในแผ่นดินใหม่พร้อมกับธุรกิจค้าฝิ่นโดยหวังจะขึ้นเป็นใหญ่อย่างรวดเร็ว และมันก็สำเร็จภายในเวลาสองปีกว่าๆ ฝิ่นที่นำเข้ามาก็มาจากเอเชียทวีปบ้านเกิดของเขาเอง

 

ทุกสิ่งที่มีในวันนี้มันกลืนกินวัยเด็กของเขาไปหมดสิ้น รู้ตัวอีกที มุนแทอิลวัย 26 ปีก็แทบไม่หลงเหลือความทรงจำดีๆเกี่ยวกับชีวิตของตัวเองแล้ว

 

ก๊อกๆ

 

เขาลงมือเคาะประตูห้องทำงานของพ่อ เสียงโต้เถียงที่เล็ดลอดออกมาก่อนหน้านี้เงียบลงทันที ก่อนเสียงแหบต่ำจะเอ่ยอนุญาตให้เขาเข้าไปได้

 

ดูเหมือนว่าพ่อของเขากำลังตกลงเรื่องบางอย่างอยู่กับคู่ค้าคนสำคัญ และเหมือนว่าจะมีอะไรไม่ลงรอยกันนิดหน่อย

 

“มีอะไรสำคัญหรือเปล่าแทอิล” เขาโค้งให้ทั้งพ่อและคุณลี

 

“เรื่องสาขาทางตอนใต้ครับ” พ่อของเขากุมขมับก่อนจะโบกมือไล่เป็นเชิงว่าเอาไว้คุยกันทีหลัง เขาโค้งให้คนทั้งคู่แล้วกลับหลังหันไปที่ประตู แต่เสียงคุณลีก็รั้งเขาไว้เสียก่อน

 

“เจ้ามาร์คถามหาเธออยู่น่ะแทอิล ป่านนี้ไปรอที่ห้องแล้วล่ะมั้ง”

 

“…ครับ”

 

แล้วมันก็เป็นจริงอย่างที่คุณลีกล่าว มาร์คนั่งแกว่งขารอเขาอยู่ที่ปลายเตียง เขาปิดประตูลงเสียงดังกึงแต่เจ้าตัวก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง มาร์คกำลังพลิกปืนโคลท์ M1911 ของเขาไปมา ก่อนจะยกขึ้นเล็งศูนย์ไปเรื่อยๆก่อนจะมาหยุดที่เขา

 

“ BANG ! —” เด็กหัวสีทองอายุ 15 ปีในชุดกางเกงขาสั้นลดปืนในมือลงแล้วพลิกไปพลิกมาอีกรอบก่อนจะสะดุดตาเข้ากับบางอย่าง

 

“E-B-O-N-Y … คืออะไรเหรอครับ?” เขาเดินเข้าไปแย่งปืนออกมาจากมือของเด็กนั่นแล้วเอาไปเก็บไว้ที่เดิมก่อนมันจะลั่นไปโดนอะไรเข้า

 

“ชื่อของเธอน่ะ นายไม่ควรหยิบของในห้องพี่มาเล่นตามอำเภอใจนะ … โดยเฉพาะปืน”

 

“เห้อ —- ไม่สนุกเลย” เด็กนั่นถอนหายใจออกมายาวเหยียดก่อนจะทำคอตกแต่ขายังคงแกว่งไปมาอยู่เหมือนลูกสุนัขขี้เล่น แทอิลยืนไปหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กน้อยที่เงยหน้าขึ้นมาสบตากัน มือเล็กๆหยิบไฟแช็คโลหะไปจากมือเขาก่อนจะจุดไฟให้กับเขาที่ยืนถือไปป์ญี่ปุ่นรออยู่ก่อนแล้ว

 

แทอิลอัดสารที่จะช่วยให้ร่างกายของเขาล่องลอยเข้าไปเต็มปอด ก่อนจะพ่นควันออกมาใส่เด็กน้อยที่สำลัก นั่งไอจนน้ำตาเล็ดอยู่ตรงหน้า กลิ่นฝิ่นกระจายไปทั่วทั้งห้อง ทำแบบนี้ซ้ำๆอยู่หลายทีจนสติเขาเริ่มเลือนลอย มาร์คแย่งไปป์ไปจากมือเขาก่อนจะเอาไปวางตรงไหนสักที่ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจแล้ว

 

“หาอะไรสนุกๆทำสิ” บีบปลายคางของเด็กนั่นเบาๆให้กลับมาสนใจเขา จากนั้นมือเล็กๆของเจ้าตัวก็ดึงรั้งปกเสื้อของแทอิลให้โน้มลงไปหา ริมฝีปากแห้งผากของตัวเองประกบเข้ากับริมฝีปากนุ่มหยุ่นเล็กๆของเด็กน้อย แผ่นหลังเล็กค่อยๆเอนลงจนนอนราบไปกับที่นอนโดยมีร่างของเขาทาบทับลงไปอีกที จากนั้นก็ปล่อยให้เรื่องสนุกของเราสองคนดำเนินต่อไปเหมือนที่ผ่านๆมา

 

สายตาเลื่อนลอยเหม่อมองออกไปนอกกระจกรถ ข้างๆมีพ่อของเขาที่กำลังนั่งอ่านเอกสารบางอย่างอยู่

 

“สถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียด หลายๆแก๊งเริ่มแก่งแย่งกันขึ้นเป็นใหญ่ พันธมิตรก็หายาก…” พ่อของเขาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบในตัวรถ แทอิลหันกลับไปมองบิดาตัวเองที่เขาเพิ่งได้สังเกตเห็นชัดๆว่าอีกคนแก่ชราลงขนาดไหนแล้ว

 

“แม้แต่คุณลีก็ด้วยเหรอครับ” พ่อของเขาไม่ได้ตอบ แต่อีกฝ่ายกลับทำสิ่งหนึ่งซึ่งไม่ได้ทำมาเกือบสิบปีแล้ว ฝ่ามือเหี่ยวย่นและหยาบกร้านแตะเข้าที่ข้างแก้มของเขาเบาๆ

 

แต่แค่นั้น มันก็เหมือนมีน้ำรดลงมากลางใจเหี่ยวเฉาของเขาแล้ว

 

“พ่ออยากให้ลูกระวังตัวไว้ ลูกเป็นคนที่จะสืบทอดทุกอย่างให้คงอยู่ต่อไป”

 

“…” เขาถอนหายใจแล้วสะบัดหน้ากลับออกไปมองนอกตัวรถเหมือนเดิม

 

พ่อของเขาหายเข้าไปในตึกเก่าหลังหนึ่ง และทิ้งเขาไว้กับบอดี้การ์ดนับสิบที่กระจายตัวอย่างระแวดระวังอยู่รอบๆเขา ตอนนี้แทอิลกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งใต้เงาไม้ริมถนนเส้นหนึ่ง ซึ่งตรงข้ามเป็นโบสถ์หลังงามที่ทุกคนกำลังหลั่งใหลเข้าไปหาที่พึ่งทางจิตใจ แต่ไม่ใช่สำหรับเขา

 

ที่ไม่ศรัทธาอะไรซักอย่างบนโลกใบนี้

 

หันมองไปรอบกายอย่างเบื่อหน่าย ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสีดำสนิททั้งเชิ้ตและสูทที่ใส่อยู่ มือข้างหนึ่งล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกข้างนั้นถูกเข้าเฝือกอ่อนไว้แล้วห้อยอยู่กับลำคอยาว เขาคนนั้นมีรูปร่างสูงโปร่ง ร่างกายกำยำกว่าแทอิลนัก เส้นผมสีเข้มลู่ไปกับสายลมที่อยู่ๆก็พัดมา เขามองภาพตรงหน้าอย่างเพลินตาก่อนจะสะดุ้งเมื่ออีกคนดูเหมือนจะรู้ตัวว่าถูกจ้องอยู่และหันมาสบตากันเข้า

 

แทอิลผงกหัวให้อย่างงกๆเงิ่นๆ มันเสียมารยาทมากที่ไปจ้องอีกคนนานขนาดนั้น แต่เขาก็ละสายตาออกมาไม่ได้จริงๆ มันเป็นความรู้สึกที่ว่า ร่างกายแบบนั้นดีจังเลยนะ …

 

อยู่ๆคนนั้นก็เดินมานั่งข้างๆเขา หางตาแทอิลสังเกตได้ว่าบอดี้การ์ดรอบๆตัวกำลังจับกระบอกปืนของตัวเองอยู่ แต่คนข้างๆทำแค่หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ นานอยู่หลายนาทีกว่าเจ้าตัวจะพูดอะไรออกมา

 

“ไม่เข้าไปข้างในเหรอครับ” ชายหนุ่มพยักเพยิดไปทางโบสถ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แทอิลยิ้มบางๆแล้วส่ายหน้าไปมาน้อยๆ

 

“คุณก็ด้วยนี่ครับ” เมื่อได้เห็นอีกคนใกล้ๆก็รู้สึกว่าคนนี้ดูเหมือนคนเอเชีย แต่แทอิลก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป

 

“บาปของผมมันมากเกินกว่าที่พระเจ้าจะรับไหวน่ะ” เขาพูดก่อนจะหัวเราะหึในลำคอ

 

“งั้นผมก็เช่นกัน” แทอิลหันไปยิ้มเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของคนข้างๆอีกครั้งหลังจากได้ยินที่แทอิลพูด

 

“เราน่าจะเข้ากันได้ดีนะครับ — ผมซอยองโฮ” มือหนายื่นมาให้ เขาสัมผัสมือนั้น บีบเบาๆและเขย่าพอเป็นพิธี เขาเป็นคนเกาหลีแน่นอน ดูจากชื่อ และมันช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้

 

“ผมมุนแทอิล ให้ตายเถอะ ดีใจจังครับที่ได้เจอคนจากประเทศเดียวกัน” เขาตอบกลับไปเป็นภาษาเกาหลี แต่อีกฝ่ายก็ทำหน้างงกลับมา

 

“ขอโทษนะครับ พอดีผมเกิดที่ชิคาโก — ”

 

“อ๋า ! ผมบอกว่าชื่อมุนแทอิล คุณเป็นลูกครึ่งเหรอครับ”

 

“ไม่ใช่หรอกครับ” อีกฝ่ายตอบแค่นั้น ซึ่งแทอิลก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ ดูเหมือนว่าบทสนทนามันคงจะเข้าเรื่องส่วนตัวมากเกินไป เรานั่งเงียบๆกันสักพัก จนอีกฝ่ายทิ้งก้นบุหรี่ลงกับพื้นแล้วใช้ปลายเท้าบดขยี้มัน แทอิลจึงลุกขึ้นเพื่อบอกลา

 

“ผมต้องไปแล้วล่ะ”

 

ยองโฮยิ้มบางๆให้แล้วพยักหน้าให้เขา

 

“หวังว่าเราจะได้พบกันอีกนะครับ”

 

แทอิลเดินไปแล้ว และยองโฮก็เห็นกลุ่มคนที่อยู่รอบๆเดินตามอีกคนไป จนสุดท้ายเหลือแค่เขา ยองโฮล้วงมือเข้าไปในสูท หยิบกระดาษแผ่นบางๆออกมาที่มีรูปของผู้ชายคนหนึ่งอยู่บนนั้น

 

มองตรงไปยังทิศทางที่อีกคนเดินจากไปก่อนจะจุดไฟเผารูปใบนั้นจนไหม้เหลือแค่เถ้าธุลี

 

July, 1922

 

ฝนกลางเดือนกรกฎาคมตกลงมาพอให้แทอิลหงุดหงิด วันนี้เขาต้องออกมาจัดการงานข้างนอก สินค้าล็อตใหม่มาแล้ว และฝนนี่ก็ทำให้งานมันยากขึ้น นอกจากฝนที่น่าหงุดหงิดแล้ว อีกอย่างที่น่าหงุดหงิดก็คือมีรายงานเข้ามาว่ามีคนในลักลอบขโมยสินค้าออกไปขายเอง

 

โกดังแถวท่าเรือเปิดประตูรอต้อนรับเขาอยู่แล้ว ตรงกลางมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งโดนจับมัดไว้กับเก้าอี้ สภาพสะบักสะบอมจนดูไม่จืด ปืนโคลท์สีดำสนิทถูกหยิบยกออกมา จ่อดันปลายคางให้อีกคนเงยหน้าขึ้น ตาข้างขวาของมันช้ำปูดจนน่ากลัวและปากก็แตกมีเลือดติดแห้งกรัง

 

“บอกชื่อแกมา ฉันจะได้สลักบนป้ายหลุมศพให้ถูก” แทอิลกล่าวเสียงนิ่ง

 

“หึ…” ไอเด็กท่าทางขี้ยานี่ถ่มน้ำลายใส่เขา ปืนในมือลั่นใส่ใต้คางของมันทะลุกลางกระหม่อมทันทีอย่างไม่ต้องคิด

 

“เสียเวลา … จัดการศพของมันด้วย” แทอิลถอดสูทที่เปื้อนของตัวเองปาใส่สภาพที่ดูไม่ได้ยิ่งกว่าเดิมของศพตรงหน้า ปาดเลือดที่กระเซ็นมาเปื้อนบนแก้มออกอย่างรังเกียจก่อนจะเดินไปทำงานของตัวเองที่ได้รับมอบหมายมาอีกทีจากบิดา

 

สไนเปอร์ไรเฟิลคู่ใจและเจ้าของของมันซ่อนตัวอย่างแนบเนียบอยู่ในมุมอับสายตาของอาคารสูงแห่งหนึ่ง เป้าหมายของเขาอยู่ห่างออกไปเป็นระยะราบประมาณ 900 เมตร แต่นั่นไม่เป็นปัญหาเลยแม้แต่น้อย หลายวันมานี้เขาแหกกฏตัวเองเรื่องบุหรี่ แต่ไม่ใช่วันนี้ —

 

แนบใบหน้าเข้ากับลำกล้อง ตามติดการเคลื่อนไหวของเป้าหมายตลอดเวลา เขาเป็นนักฆ่าอายุน้อยที่สุดด้วยวัยเพียง 19 ปี แต่ก็มีผลงานมากมายที่เป็นที่พอใจแก่นายจ้าง วิธีที่เขาถนัดคือซุ่มยิงระยะไกล

 

และแน่นอนว่าเขาไม่เคยพลาด…

 

สายฝนที่กระหน่ำลงมาเรื่อยๆถึงแม้จะไม่หนักหนา แต่ก็ทำให้ลำบากอยู่ไม่น้อย และถึงแม้ว่าลมด้านล่างจะสงบ แต่ลมด้านบนยอดตึกที่เขาอยู่นั้นก็พัดแรงไม่น้อยเลย เขาต้องคำนวณดีๆ —

 

เป้าหมายของเขาเดินออกมาแล้ว เดินอยู่ตรงกลางท่ามกลางบอดี้การ์ดนับสิบ แต่นั่นมันก็ดูไม่ช่วยอะไร

 

ปลายนิ้วเตรียมเหนี่ยวไก เขากลั้นหายใจพร้อมยิง —

 

ปัง !!!

 

เสียงปืนดังก้องสนั่นหวั่นไหวมาจนถึงจุดที่ยองโฮอยู่ เสียงนั้นไม่ได้เกิดจากยองโฮ และมันก็ยังไม่ได้คร่าชีวิตเหยื่อของเขา กระสุดพลาดไปโดนช่วงบ่าของอีกคน ก่อนที่นัดต่อมาจะดังขึ้นและโดนบอดี้การ์ดแถวนั้น ความวุ่นวายตามมาเมื่อทุกคนพยายามจะป้องกันเจ้านายของตัวเองไปยังที่ปลอดภัย

 

“แม่งเอ๊ย ! ศัตรูเยอะจริงนะ” เขาโยนปืนทิ้งไว้แถวนั้นแล้วรีบออกจากสถานที่แห่งนั้นทันที สตาร์ทรถบึ่งออกไปจอดแถวๆจุดเกิดเหตุ หยิบปืนพกของตัวเองออกมาเตรียมพร้อม ไล่ตามหาอีกคนที่วิ่งหายเข้าไปในดงตู้คอนเทนเนอร์ เสียงปืนดังขึ้นชุดใหญ่เหมือนมีการปะทะกัน แต่เขาคิดว่าแทอิลคงไม่ได้อยู่แถวนั้น ยองโฮยังคงเดินตามหาอีกคนไปเรื่อยๆจนเจอรอยเลือด

 

!!!

 

“คุณ !!!” ต่างฝ่ายต่างเอาปืนจ่อหน้าอีกคน แต่เหมือนแทอิลจะลดระดับปืนที่ถืออยู่ในมือเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเขา

 

ทำไมเชื่อใจคนง่ายขนาดนั้นกันนะ

 

“คุณเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบสินะ — พาผมออกไปจากที่นี่ที” แทอิลถลาเข้ามาเกาะเสื้อของเขาไว้อย่างทรงตัวไม่อยู่ด้วยมือข้างที่แขนไม่ได้เจ็บ กำไว้แน่นจนสูทที่ใส่อยู่ยับยู่ยี่

 

เขากำมือรอบต้นแขนอีกคนไว้แน่น รู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่รู้สึกว่ามันเล็กขนาดนี้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงออกแรงฉุดดึงร่างอ่อนระโหยโรยแรงของอีกคนไปขึ้นรถของตัวเอง

 

ยึดปืนของอีกคนมาเก็บไว้ท่ามกลางเสียงร้องประท้วงไม่เห็นด้วย แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ มือหนายกขึ้นกำรอบลำคอเล็กๆของอีกคนด้วยแรงที่ไม่น้อย

 

“ผมเป็นนักฆ่า” แทอิลเบิกตากว้าง ก่อนจะค่อยๆคลี่ยิ้มออกมาแล้วหัวเราะเบาๆกับตัวเองเหมือนคนเสียสติ

 

“เอาซี่ — งานคุณนี่ ผมยินดี

 

แต่ถ้าคุณจะเมตตา ผมขออะไรสักอย่างได้ไหม”

 

ยองโฮมองสายตาเว้าวอนของชายตรงหน้า สุดท้ายก็ปล่อยมือออกจากลำคออีกคนที่ขึ้นรอยแดงทั้งๆที่เขาก็ไม่ได้บีบไว้จนกะจะให้อีกคนตายคามือ แปลกใจตัวเองอยู่ไม่น้อยที่เขายอมโอนอ่อนตามอีกคน

 

นั่นคงเป็นเพราะอีกฝ่ายไร้อาวุธแล้วตอนนี้ … แต่ซอยองโฮก็จะไม่ยอมประมาทอีกคนเด็ดขาด

 

หลังจากจัดการห้ามเลือดของอีกคนอย่างลวกๆเขาก็รีบขับรถออกกลับไปที่บ้านพักของตัวเองที่อยู่ชานเมือง ตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ปลีกวิเวก และไร้เพื่อนบ้าน

 

มันคือบ้านของแม่เขาเอง ที่ที่เขารู้สึกปลอดภัยที่สุดในการทำอาชีพบัดซบนี้

 

เขาแบกร่างที่สติเลือนรางเต็มทีเข้าไปในบ้าน เข้าไปในห้องพยาบาลย่อมๆของตัวเอง มันมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกได้มากพอโดยไม่ต้องไปหาหมอ ซึ่งนั่นก็มีไว้เพื่อตัวของเขาเอง

 

กระสุนไม่ได้ฝัง มันแค่ถากไปแต่ก็สร้างความเสียหายอยู่ไม่น้อย และดูเหมือนว่าอีกคนจะเสียเลือดไปเยอะระหว่างทางที่มาที่นี่ แน่นอนว่าเขาไม่มีเลือดสำรองให้ ถ้าอีกคนจะตายไปนั่นก็ถือว่าง่ายดี เขาจะได้ไม่ต้องลงมือให้เปลืองแรง

 

แต่แล้วสุดท้าย อีกคนก็เข้าสู่นิทราไปอย่างรวดเร็วหลังทำแผลให้เสร็จ ลมหายใจเข้าออกที่ดังอย่างสม่ำเสมอเป็นสัญญาณว่าอีกคนยังมีชีวิตอยู่ดีและนั่นหมายความว่าเขาต้องมาทำตามคำขอสุดท้ายบ้าๆของอีกคน

 

‘ฉันขออิสรภาพสักสองวัน’

 

เขาไม่แน่ใจว่าจะให้สิ่งนั้นแกอีกคนได้หรือไม่ ในเมื่อสิ่งนั้นมันก็เป็นสิ่งที่เขาต้องการเหมือนกัน

 

เช้าวันต่อมา เขายกหูโทรศัพท์หมุนแป้นกลมๆไปยังตัวเลขที่คุ้นเคยเพื่อต่อสายหาคนที่เป็นทั้งนายจ้างและผู้มีพระคุณของเขาเพื่อแจ้งข่าวของงานในครั้งนี้

 

เขาปดไปว่างานเสร็จสิ้นแล้ว

 

ทั้งๆที่ตัวปัญหานั้นนั่งทำตาแป๋วกินซีเรียลและนั่งดูภาพเคลื่อนไหวขาวดำในกล่องสีเหลี่ยมจากโทรทัศน์เครื่องเก่าเหมือนเด็กติดการ์ตูน เขาถอนหายใจหลังวางสาย อยู่ๆก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นพี่เลี้ยงเด็กๆ ทั้งๆที่จากการคุยกัน แทอิลคนนี้อายุมากกว่าเขาด้วยซ้ำ

 

“คุณใช้เวลาวันแรกได้ไร้ค่ามากๆเลยรู้ตัวไหม” แทอิลละสายตาไปมองร่างสูงที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตู ทำหน้าเหมือนหมีหงุดหงิดมาทางเขา

 

“เดือดร้อนอะไรด้วยล่ะ มันเป็นสิ่งที่ฉันต้องการนี่” มันก็จริงอย่างที่อีกคนพูด ซอยองโฮเลยเบี่ยงความสนใจไปที่แผลอีกคน เขาเดินไปเปิดคอเสื้อเพื่อจะดูแผล แต่อีกคนก็เบี่ยงหลบ

 

“ยิงทิ้งดีมั้ยเนี่ย —” กระแทกเสียงใส่คนโตกว่าอย่างหงุดหงิด แต่ก็โดนตอกกลับมาแทบจะทันที

 

“ผิดคำพูด” เขาจ้องกลับเข้าไปนัยน์ตาอีกคนที่ก็นิ่งไม่ไหวติง เขารู้ว่าอีกคนไม่กลัวคำขู่ฆ่าของเขาเลยสักนิด อดคิดไม่ได้ว่า อะไรกันที่ทำให้คนๆนี้สิ้นหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อจนไม่กลัวแม้กระทั่งความตาย

 

“นักฆ่านะครับ ไม่ใช่นักบุญ — ทำไมตอนนั้นถึงไม่ตายไปซะเลยล่ะ” ดูเป็นคำพูดที่โหดร้าย แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะถามอ้อมค้อมไปเพื่ออะไร อีกคนชะงักไปเล็กน้อยแล้วทำหน้าเหมือนคนที่กำลังตบตีกับความคิดของตัวเอง

 

“ก็เพราะตอนนั้นรู้สึกว่ายังไม่อยากตาย…”

 

“แล้วถ้าคุณติดใจในอิสรภาพสองวันนี้ แล้วเกิดไม่อยากตายขึ้นมาอีก — คุณจะทำยังไง”

 

“… ฉันก็จะฆ่านายแทนไงล่ะยองโฮ”

 

คืนนั้นดำเนินไปอย่างแปลกประหลาด ระหว่างที่เราสองคนนอนจ้องเพดานอยู่ข้างกันบนเตียงท่ามกลางความมืด แทอิลก็พลิกตัวขึ้นมานอนทับบนตัวของเขา มือเล็กๆลูบไล้ไปตามโครงหน้า ไล่สายตาสำรวจใบหน้าของเขาอย่างไม่เร่งรีบโดยอาศัยแสงสว่างจากแสงจันทร์ที่สาดเข้ามาทางหน้าต่างเหนือหัวเตียง

 

“ตอนที่เจอกันครั้งแรก นายดูงดงามมากจริงๆ”

 

ยองโฮไม่ได้ผลักไสอีกคนออก เขารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และเขาก็ไม่ได้นึกรังเกียจเซ็กส์จากเพศเดียวกันสักนิด เขาปล่อยให้มือเล็กๆนั่นสัมผัสไปตามร่างกายของเขา มันลากผ่านแผ่นอกที่ไม่มีเนื้อผ้าขวางกั้น ปลายนิ้วเรียวไต่อยู่ที่ขอบกางเกงนอนก่อนจะผลุบหายเข้าไป ใบหน้าที่เขาได้พินิจมองมาทั้งวันแล้วได้ข้อสรุปว่ามันสวยหวานเกินผู้ชายนั้นโน้มลงมา จูบจาบจ้วงเกิดขึ้นพร้อมๆกับน้ำหนักมือของอีกคนที่สัมผัสตัวตนร้อนระอุของเขา

 

ร่างหนาพลิกกลับมาอยู่ด้านบน ไต่มือหยาบกร้านที่ผ่านการจับอาวุธมาหลายรูปแบบหายเข้าไปใต้เสื้อของอีกคน สัมผัสผิวกายลื่นเนียน ลากผ่านเอวบางๆเข้าไปบีบบั้นท้ายของอีกคน

 

เสียงครางหวานดังขึ้นผะแผ่วอยู่ใกล้ๆหูเมื่อปลายจมูกของเขากำลังซุกไซร้อยู่ข้างลำคอของอีกคน แตะปลายลิ้นชิมอย่างไม่รีบร้อน ผละออกมาถอดเสื้ออีกคนโยนออกไปให้พ้นทาง เพื่อที่เขาจะได้ชิมอีกคนได้ทั้งตัว

 

มือที่เคยเข้าไปซุกซนอยู่ใต้กางเกงเขาตอนนี้กำลังขยุ้มกลุ่มผมสีเข้มเพื่อระบายอารมณ์วาบวาบในช่องท้อง ปลายลิ้นของเขากำลังไล้วนอยู่บริเวณไรขนอ่อนๆของอีกคน ลากริมฝีปากต่ำลงไปสร้างความสุขสมให้อีกคนจนแผ่นหลังบางๆแอ่นขึ้นอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่

 

ดันกายเข้าไปจนสุดเมื่ออีกคนทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากร้องขอเขา เสียงร้องที่มีความเจ็บปวดปะปนอยู่ดังออกมาจากริมฝีปากที่เผยอขึ้นรอรับจูบจากเขา ไม่นานความเจ็บก็แปรเปลี่ยนเป็นความสุขสม และเสียงครางระงมของร่างเล็กก็ดังขึ้นปะปนกับเสียงผิวกายที่กระทบกัน

 

เขารู้สึกได้ว่ามันเป็นครั้งแรกของแทอิลที่ต้องมารองรับตัวตนของคนอื่น

 

ยอมรับว่าลึกๆก็รู้สึกดี และนั่นมันก็แปลกมากเลยที่เขารู้สึกดี

 

ซอยองโฮไม่ได้ตื่นเพราะแสงอาทิตย์ที่แยงตา แต่ตื่นเพราะรู้สึกถึงแรงกดจากบางอย่างแถวๆหน้าท้อง

 

ลืมตาขึ้นมาก็พบว่าแทอิลที่ยังคงเปลือยเปล่าไปทั้งตัวนั่งคร่อมทับเขาไว้ สองมือกำรอบด้ามปืนที่ปลายกระบอกจ่ออยู่ตรงหน้าเขา ห่างไม่ถึงฟุต

 

“ติดใจอิสรภาพแล้วสินะ” อีกคนส่ายหน้า เขารู้ว่าอีกคนยิงจริงแน่ มือที่จับปืนนั้นไม่สั่นเทาเลยแม้แต่น้อย แถมนิ้วเรียวๆนั่นก็เตรียมจะเหนี่ยวไกแล้วด้วย

 

“แล้วทำไม —”

 

“ตายคนเดียวมันเหงา” อีกคนหัวเราะออกมาเบาๆ ยองโฮไม่เข้าใจ แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไร หรือถามอะไรต่อ —

 

ปัง !

 

เลือดสีเข้มกระจายเต็มหมอนสีขาวสะอาด ปิดตาอีกคนลงด้วยปลายนิ้วของตัวเอง ก่อนจะจับข้อมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นสีขาวจางๆขึ้นมาจูบเบาๆ

 

แทอิลไม่รู้หรอกว่าอีกคนมีปัญหาอะไร แต่จากรอยแผลบนข้อมือพวกนี้ ก็ทำให้รู้ได้ว่าอีกคนก็ไม่ได้อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเท่าไหร่…

 

แล้วจะให้แทอิลทิ้งผู้มีพระคุณให้อยู่ต่อบนโลกใบนี้อย่างเจ็บปวดต่อไปได้อย่างไร…

 

มือเล็กหันปลายกระบอกปืนจ่อเข้าที่ขมับของตัวเอง

 

สำหรับยองโฮการฆ่าตัวตายคงลำบาก แต่กับเขานั้นไม่ใช่ แล้วยิ่งได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการด้วยแล้ว

 

ถึงแม้จะแค่วันเดียวก็ตาม…

 

ปัง !

 

 

 

THE END
#Fallen_Johnil

 

 

 

 

 


 

 

 

ฮือ มาแล้วค่ะ งมอยู่นาน ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟนอาร์ตของคุณ dup

{ จิ้มๆ }

ดีใจมากและเขินมากที่อยากให้เรานำมาเขียน ._.

แต่ไม่รู้ว่าทำได้ดีมั้ย ยังไงก็ขอบคุณมากๆเลยนะคะ T-T

Advertisements

2 thoughts on “Fallen [JohnIl]

  1. ชอบมากค่ะฮืออ จบได้สะใจเรามากจริงๆ ไม่ได้อ่านฟิคที่มีตอนจบแบบนี้มานานมากแล้ว ชอบความดาร์คของแทอิลมากเลยค่ะ มีความจิตเล็กๆด้วย ละคือเก๋มาก ใช้ชีวิตคุ้มแล้วก็บาย(แถมเอาผู้มีพระคุณไปด้วย) จริงๆพี่จอนนางก็คงไม่แคร์ชีวิตตัวเองด้วยแล้วจริงๆ นอกจากรอยนั้นแล้วถ้านางจะชิงปืนหรือจะฆ่าทิ้งซะตั้งแต่แรกก็ทำได้ แต่นี่คือแบบ… เขาเหมาะสมกันดีจริงๆค่ะ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s